
เอาผิดบิ๊กไอแบงก์ชักเงินปากถุง
กิตติรัตน์เปิดทางยึดผลสอบธปท.เพิ่มทุนให้แน่นอน
กิตติรัตน์เปิดทางยึดผลสอบธปท.เพิ่มทุนให้แน่นอน
“กิตติรัตน์” สั่งเอาผิดเจ้าหน้าที่ฟาดเงินปากถุงจากลูกค้าไอแบงก์
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า คณะกรรมการและผู้บริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) สามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้บริหารธนาคารที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไปเรียกรับเงินจากลูกค้าในการปล่อยกู้ จนถูกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตรวจสอบพบได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นและผู้กำกับนโยบายจะไม่ปกป้องผู้ที่ดำเนินการในสิ่งที่ไม่ถูกต้องแน่นอน
“ใครในไอแบงก์ถ้าทำผิด ให้จัดการตามที่ ธปท.ตรวจสอบ หากพบชื่อใครเกี่ยวข้องบ้างก็ให้ดำเนินการได้เลย จะไม่มีการปกป้องอย่างเด็ดขาด” นายกิตติรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางไอแบงก์ยังไม่ได้รายงานว่า มีผู้ใดหรือใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินจากลูกค้าบ้าง ซึ่งคาดว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการที่ทางธนาคารตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน ธปท.ตรวจสอบพบว่ามีผู้บริหารธนาคารเรียกเงินจากลูกหนี้ที่ปล่อยกู้ 37% โดยมีการโอนเงินเข้าบัญชีและรับเงินสด
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ปัญหาหนี้เสียของไอแบงก์ที่มีจำนวนสูง 2.4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ได้มีการแก้ไขไปได้เป็นจำนวนมากแล้ว อยู่แค่รอเวลาให้มีการจ่ายดอกเบี้ยครบ 3 เดือน ลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวก็จะได้รับการจัดชั้นขึ้นเป็นลูกหนี้ปกติ
ขณะที่ผู้ฝากเงินก็ไม่มีปัญหาเหมือนที่ผ่านมา เพราะไอแบงก์เป็นธนาคารของรัฐบาลจะต้องดูแลผู้ฝากเงินไม่ให้ได้รับผลกระทบ
นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ไปไอแบงก์จะได้รับการเพิ่มทุนในจำนวนเงินที่เหมาะสม ซึ่งส่วนหนึ่งจะมาจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่จะกันเงินนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจส่วนหนึ่งมาเพิ่มทุนให้ หากไม่พอก็จะมีการตั้งงบประมาณในปี 2557 ให้เพิ่มอีก
สำหรับเงินที่ต้องใช้เพิ่มทุนขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเป็น 1.4 หมื่นล้านบาท ตามที่ผู้บริหารไอแบงก์เสนอมาหรือไม่ เพราะมีการเสนอทางเลือกที่ใช้เงินเพิ่มทุนน้อยกว่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ก็ถือว่าไม่ได้มากจนที่รัฐบาลจะไม่สามารถเข้าไปดูแลได้
ก่อนหน้านี้ นายธานินทร์ อังสุวรังสี ผู้จัดการไอแบงก์ เปิดเผยว่า จะส่งแผนฟื้นฟูธนาคารให้กระทรวงการคลังพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ ในเบื้องต้นเสนอขอเงินเพิ่มทุน 6,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง กลับมาอยู่ในระดับ 9-10% จากปัจจุบันอยู่ที่ 4% เศษ โดยจะเป็นเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 2,000-3,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะมาจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย
ขณะที่เงินเพิ่มทุนรอบแรก 445 ล้านบาทนั้น ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เหลือแต่รอการอนุมัติเบิกจ่าย







