posttoday
รัฐดันแผนชุมชนสู่อาเซียนเน้น "รักษา" วัฒนธรรม

รัฐดันแผนชุมชนสู่อาเซียนเน้น "รักษา" วัฒนธรรม

19 มีนาคม 2556

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

ในภาวะที่ไทยกำลังก้าวสู่อาเซียน คนในระดับ “ชุมชน” กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงในสายตาของหลายคน เพราะอาจก้าวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีจากนี้ และอาจได้รับผลกระทบอย่างมากเมื่อขาดภูมิคุ้มกันป้องกันตัว แต่ชุมชนไทยเริ่มปรับตัวเพื่อรับมือแล้ว

ขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน บอกว่า คนในต่างจังหวัดมีความตื่นตัวกับประชาคมอาเซียนแล้วค่อนข้างมาก เนื่องจากรับรู้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปัจจุบันเข้ามาท่องเที่ยวไทยปีละ 15-16 ล้านคน และอาจเพิ่มมากถึงเกือบ 20 ล้านคนในปี 2558 เรื่องดังกล่าวทำให้ภาคชุมชนค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และปรับเปลี่ยนสินค้าที่วางจำหน่ายให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้อาจจะไม่ได้ปรับตัวมากเท่ากับคนกรุงเทพฯ แต่ก็มีการปรับตัวรองรับผลกระทบอย่างชัดเจน

“ช่วงหลังจากการทำนา ชาวชนบทก็ไปทำมาหากินเพิ่ม บางส่วนไปขายแรงงาน บางส่วนไปขายของ บางส่วนไปฝึกอาชีพ เขารู้แล้วว่าชนบทไม่ได้อยู่ด้วยความโดดเดี่ยว แต่กำลังเริ่มมีความเคลื่อนไหวจากการเข้ามาของชาวต่างชาติ”

นอกจากนี้ ชาวชนบทยังให้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนตัวเองมากขึ้น เช่น ดำนาก็ใช้เครื่องดำนา เกี่ยวข้าวก็ใช้เครื่องเกี่ยวข้าว จะไถก็ใช้รถไถ ทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้เป็น 100 ไร่ จึงได้ผลผลิตมากขึ้น พร้อมทั้งเหลือเวลาไปทำอย่างอื่นเพิ่มเติม

ขวัญชัย บอกอีกว่า เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะยิ่งเกิดการไหลบ่าทางวัฒนธรรม การไหลบ่าทางการศึกษา วิถีชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไป ขึ้นอยู่กับใครปรับตัวได้ “เร็วกว่า”

หัวใจสำคัญของชุมชนอยู่ที่การขับเคลื่อนของคนอายุ 50 ปีขึ้นไป เพราะจะเป็นผู้มีประสบการณ์จากการออกไปทำงานในต่างพื้นที่ และกลับเข้ามาอยู่ที่บ้านของตัวเอง คนกลุ่มดังกล่าวจะกลายเป็นผู้นำชุมชน ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้เข้มแข็ง พัฒนาชุมชนให้อยู่บนฐานของความ “พอเพียง” คนในหมู่บ้านทั้งหมดก็จะยินดีฟังความคิดเห็นและแนวทางการปฏิบัติตัวจากคนกลุ่มนี้

“ผู้สูงอายุสมัยนี้ค่อนข้างเข้มแข็ง เขามีเครือข่าย มีสมาคม มีองค์กร ถึงสิ้นเดือนเขาก็จะมาชุมนุม พบปะพูดคุยกัน โดยมีบ้าน มีวัด มีสมาคมไป คนกลุ่มนี้จะมีสมาธิ มีเวลานั่งดูโทรทัศน์มากกว่าคนรุ่นอื่นๆ ทำให้ได้รับข่าวสาร ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนจากสื่อต่างๆ และเข้ามาบอกต่อแก่คนในสังคมได้ เรื่องที่อาจปรับตัวยากของผู้สูงอายุมีเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่ผู้สูงอายุยังพยายามลดความเป็นภาระของตัวเองอย่างต่อเนื่อง”

ในส่วนของกรมมีหน้าที่พัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งรับประชาคมอาเซียนได้ ต้องมีกลิ่นอายของชาตินิยมในบางเรื่อง โดยเฉพาะการรักษาวัฒนธรรมประเพณี เช่น เมื่อมีวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามา ไม่ใช่คนในชุมชนไปใส่กางเกงยีนส์ ใส่บิกินีออกนอกบ้าน นอนตากแดดตามชายหาด จนขาดเอกลักษณ์ความเป็นไทย

“ฐานรากของชุมชนจะต้องเข้มแข็ง ไม่ตามกระแส ไม่ปล่อยให้เกิดการชะงักงันทางวัฒนธรรม หรือ Cultural Lack หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมา พอจะแก้ไขก็สายไปแล้ว เพราะคนรุ่นใหม่ไม่รับวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่สืบต่อแล้ว เป็นเรื่องที่ต้องป้องกันตั้งแต่วันนี้”

ที่สำคัญ คือ การสร้างภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชนหมู่บ้าน โดยบูรณาการเครือข่ายที่มีอยู่แล้วเข้ามาร่วมมือกัน เช่น กองทุนสตรี กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองทุนแก้ไขปัญหาความยากจน กลุ่มเครือข่ายผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ต้องทำให้ทุกกลุ่มทำงานร่วมกัน เพื่อรักษาวัฒนธรรมของเราให้คงอยู่ ไม่ให้ถูกทำลาย พร้อมทั้งสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ให้ชุมชนถูกเอาเปรียบ ถูกรังแกจากกลโกงข้ามชาติ แทนที่จะเหนื่อยคนเดียวก็มีเพื่อนมาช่วย แทนที่จะโดนเอาเปรียบก็มีคนช่วยป้องกันดูแล ทุกคนจะมีบทบาทช่วยเหลือกันได้

หน้าที่ของคนในชุมชนสู่อาเซียน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ กลุ่มแรก คือกลุ่มคนอายุ 40-50 ปีขึ้นไป ถือเป็นกลุ่มที่มีเวลาช่วยเหลือสังคมมากที่สุด จึงเป็นกลุ่มหลักที่จะต้องเป็นผู้นำชุมชน และต้องเข้มแข็งที่สุด นำสังคมไปซ้ายขวาอย่างเหมาะสม กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มหลักที่กรมเข้าไปพัฒนา ให้ความรู้และเสริมบทบาทผู้นำ

กลุ่มถัดมา คือกลุ่มคนอายุ 20-40 ปี เป็นกลุ่มสมาชิกชุมชน เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการทำงาน เป็นกลุ่มเพิ่งมีครอบครัว ต้องคอยเป็นผู้ตาม ช่วยเหลือทั้งชุมชนและองค์กรให้ก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น กรมจะสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มแม่บ้านสตรี ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มคนอายุ 15-20 ปี อาจมีลักษณะตามกระแสบ้างได้ ไม่ใช่ปัญหา แต่เมื่อเข้าสู่ระบบชุมชนต้องเข้ามาช่วยชุมชนให้ดีขึ้น กรมจะเข้าไปจัดตั้งกลุ่มเยาวชนนอกระบบ และจัดหาอาชีพที่เหมาะสมให้

“เราจะให้วิทยากรของเราที่อยู่ในทุกตำบล เข้ามาฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจก่อน 6 เดือน จากนั้นจะเริ่มลงพื้นที่ดำเนินการอีก 6 เดือน เน้นการปฏิบัติร่วมกัน เช่น เรื่องสินค้าโอท็อป ก็ต้องให้วิทยากรเข้าใจว่าผู้ซื้อสินค้าโอท็อปแต่ละชุมชนเป็นอย่างไร มีรสนิยมอย่างไร เพื่อเข้าไปปรับปรุงสินค้าโอท็อปให้ตรงกับเอกลักษณ์ของชุมชน และตรงกับความต้องการของคนซื้อด้วย เพราะต่อให้เราทำสินค้าออกมาดี แต่ไม่มีคนซื้อก็ไม่มีประโยชน์ ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของเราได้”

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน