
‘กรุงไทย-แอกซ่า’คึก
เปิดศักราชใหม่เบี้ยเพิ่มสูงขึ้นร่วม 55%มั่นใจปีนี้ยอดขายดีเกินอันดับที่ 5 แน่
เปิดศักราชใหม่เบี้ยเพิ่มสูงขึ้นร่วม 55%มั่นใจปีนี้ยอดขายดีเกินอันดับที่ 5 แน่
กรุงไทยแอกซ่า รุกเต็มกำลัง หลังปี 2555 เบี้ยใหม่โต 48% ติดอันดับ 9 จาก 56 ประเทศ กำไรโต 60%
นายเดวิด โครูนิช ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท กรุงไทยแอกซ่า ประกันชีวิต เปิดเผยว่า เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เบี้ยปีแรกหรือเบี้ยใหม่ประเภทสามัญของบริษัทได้ก้าวขึ้นที่ 3 ของธุรกิจประกันชีวิต จึงเชื่อว่าปีนี้อันดับทางการตลาดของบริษัทจะโตกว่าปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 5 อย่างแน่นอน โดยเบี้ยใหม่ปีที่ผ่านมาทำได้ 1.04 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% และเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 2.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จนบริษัทมีผลงานการผลิตเบี้ยใหม่ติดอันดับ 9 ของกลุ่มแอกซ่าที่ทำธุรกิจใน 56 ประเทศทั่วโลก โดยอันดับ 8 คือประเทศเบลเยียม
“ปีนี้เราจะขยายตลาดทุกช่องทางขาย โดยช่องทางขายผ่านธนาคารกรุงไทยจะนิยมซื้อประกันออมทรัพย์ระยะสั้น ส่วนช่องทางขายผ่านตัวแทนจะนิยมซื้อประกันคุ้มครองระยะยาวจนถึงตลอดชีวิต ควบคู่กับประกันสุขภาพ ขณะที่ช่องทางขายผ่านลูกค้าองค์กรจะนิยมซื้อประกันกลุ่มที่จัดสวัสดิการให้กับพนักงาน ซึ่งเชื่อว่าทุกช่องทางขายจะเติบโตได้มากกว่าปี 2555” นายโครูนิช กล่าว
ด้านสมาคมประกันชีวิตไทย รายงานว่า เดือน ม.ค. บริษัท กรุงไทยแอกซ่า ประกันชีวิต มีเบี้ยใหม่ประเภทสามัญอยู่ที่ 795.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต 28% เบี้ยต่ออายุ 1,415.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.67% เบี้ยชำระครั้งเดียว 181.3% เพิ่มขึ้น 79% รวมเบี้ยรับทุกประเภท 2,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% สูงกว่าอุตสาหกรรมทั้งระบบที่เติบโต 21%
นายโครูนิช กล่าวว่า ปีนี้จะมีการนำระบบส่งใบคำขอเอาประกันภัยผ่านระบบออนไลน์เพื่อบริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมที่ส่งเป็นกระดาษเข้ามา
นายนิโคลาส โฟวาร์ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัทกรุงไทยแอกซ่า ประกันชีวิต กล่าวว่า ปี 2555 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จากปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิ 1,666 ล้านบาทซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการรับประกันภัย ผลตอบแทนจากการลงทุน และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารงานที่ลดลงจาก 7.2% เหลือ 6.4%
สำหรับ สินทรัพย์ภายใต้การบริหารมีจำนวน 7.22 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล 62% ลงทุนในหุ้นกู้เอกชน 22% ลงทุนในหุ้นทุน 10% และ ลงทุนในตราสารการเงินระยะสั้นและเงินสด 6% โดยเป็นสัดส่วนการลงทุนคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง







