
‘นิวนอร์มอล’ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2547-2555 ขยายตัวเฉลี่ยแค่ 4% ต่อปี ท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งจากภายในและภาคนอก ระยะเวลาที่ยาวนานถึง 9 ปีนั้น ทำให้การเติบโตระดับนี้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2547-2555 ขยายตัวเฉลี่ยแค่ 4% ต่อปี ท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งจากภายในและภาคนอก ระยะเวลาที่ยาวนานถึง 9 ปีนั้น ทำให้การเติบโตระดับนี้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเศรษฐกิจไทย
ทั้งๆ ที่การเติบโตระดับ 4% ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับของประเทศกำลังพัฒนาแถบเอเชียที่ขยายตัวเฉลี่ย 8.7% ต่อปี ในช่วงเดียวกัน ที่ต่างก็เผชิญวิกฤตซับไพรม์ รวมถึงวิกฤตหนี้ยุโรป
เมื่อมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2556-2563 มีแนวโน้มจะขยายตัวในอัตราที่ดีขึ้นเป็นเฉลี่ยเกิน 5.5% ต่อปี ฐานตัวเลขนี้จะกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเศรษฐกิจไทย (New Normal) สำหรับคนในแวดวงหุ้น ประมาณการต่างๆ โดยเฉพาะกระแสเงินสด กำไรต่อหุ้น ปันผลต่อหุ้น มีแนวโน้มจะถูกปรับขึ้นตามสมมติฐานชุดใหม่นี้
แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่กำหนด 3 ยุทธศาสตร์สำคัญด้านล่างจะมีบทบาทเร่งการเติบโตให้เศรษฐกิจไทย โดยรวมอีก 1% จากฐานปกติที่ไม่มีแผนนี้
ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่
1) ยุทธศาสตร์สร้างรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง เพื่อเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับภูมิภาค และเชื่อมประเทศไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาค
2) ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนการขนส่งจากระบบถนนไปสู่ระบบรางและน้ำที่มีต้นทุนต่ำ โดยการก่อสร้างรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ สร้างระบบการเชื่อมโยงต่อการขนส่งของระบบรางกับระบบน้ำ ระบบอากาศ และระบบถนน
3) ยุทธศาสตร์การยกระดับการขนส่งการเดินทาง ด้วยการสร้างรถไฟฟ้า 10 เส้นทาง ถนนมอเตอร์เวย์ และถนนเชื่อมโยงระบบราง อากาศ น้ำ
การลงทุนภาครัฐอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 3 แสนล้านบาท ในเมกะโปรเจกต์เหล่านี้จะช่วยยกระดับการลงทุนของประเทศไทยขึ้นไปอยู่แถว 30% ของจีดีพี เทียบกับระดับ 20% ต้นๆ ในช่วงปี 2547-2555 และ 42% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง
เสถียรภาพการเมืองไทยที่นิ่งขึ้นมาก เมื่อเทียบกับช่วง 67 ปีที่ผ่านมา ที่เต็มไปด้วย “กีฬาสีทางการเมือง” ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค นักธุรกิจ ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติ
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 22.3 ล้านคน ในปี 2555 ขยายตัว 16% จากปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หนุนโดย 1) การเติบโตของชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะจีน รัสเซีย อินเดีย 2) ความนิยมการเดินทางด้วยสายการบินโลว์คอสต์ 3) กระแส AEC
ภาคเอกชนไทยมีฐานะการเงินแกร่ง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 1 เท่า มีความพร้อมสูงที่จะเดินหน้าลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อภาครัฐนำร่องลงทุนเมกะโปรเจกต์ ภาคเอกชนก็พร้อมขยับเดินหน้าลงทุน (จริงๆ เดินนำไปหลายขุมแล้ว) เมกะโปรเจกต์ข้างต้นจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลง 2% เหลือ 13.2% ของจีดีพี กระจายโอกาสให้หัวเมืองในภูมิภาค ตลอดจนธุรกิจขนาดกลางย่อม
ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบยักษ์ มีเค้กก้อนมหึมา 2 ล้านล้านบาท ให้แบ่งกันกินยาวไปอีก 10 ปี อย่างไรก็ดี การบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่มีระยะเวลาดำเนินการยาวเกิน 5 ปี ให้มีอัตรากำไรที่ดีเป็นประเด็นท้าทาย ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ วิ่งนำขึ้นมาหลายเท่าตัวแล้ว ในช่วงแค่ 34 เดือนที่ผ่านมา
ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงและรถไฟฟ้า 10 เส้นทาง จะส่งผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการท่องเที่ยวโดยตรง รวมถึงธุรกิจอื่นที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้วย
ด้านการบริโภคโดยเฉพาะตามหัวเมืองในภูมิภาคจะขยายตัวตามเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้น การขยายตัวของคนชั้นกลาง นโยบายประชานิยม ตำแหน่งงานใหม่อีก 5 แสนคน จากเมกะโปรเจกต์ที่มีแนวโน้มต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวเป็นส่วนใหญ่ กระแส AEC
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคต่างได้ประโยชน์ถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ไอซีที โรงพยาบาล อาหาร รวมถึงสถาบันการเงิน เป็นต้น
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ประเทศไทยได้ประโยชน์ชัดเจน เนื่องจากมีชายแดนติดกับกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ถึง 3 ประเทศ กำแพงภาษีระหว่างกันจะลดเหลือ 0%
การเปิดให้เคลื่อนย้ายสินค้า บริการ แรงงานฝีมือ ทำให้การค้าชายแดนและการเดินทางไปหาระหว่างกันขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง หัวเมืองชายแดนจะกลายเป็นประตูการค้า การลงทุน ตลอดจนการผลิต ช่วยกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค
มูลค่าการค้าชายแดนในปี 2555 สูงถึง 9.2 แสนล้านบาทแล้ว มากกว่าที่ส่งออกไปยูโรโซนด้วยซ้ำ นโยบายเปิดประเทศพม่าเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจชายแดนตะวันตกให้คึกคักมากยิ่งขึ้น น่าสังเกตว่าเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดไทย ขยายตัวสูงกว่าของไทยด้วยซ้ำ AEC จึงกลายเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของบ้านเราด้วย
ในระยะ 7-10 ปีข้างหน้า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเฉลี่ยจะอยู่ใกล้ 5.5% และการเป็น “New Normal Growth” หุ้นที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อในประเทศยังมีแนวโน้มดี เนื่องจากได้ประโยชน์จากกำลังซื้อในภาพรวมที่เติบโตเร็วขึ้นตามเศรษฐกิจ และเมกะโปรเจกต์ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่ลดลง การขยายตัวของความเป็นเมืองและกลุ่มคนชั้นกลาง
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ







