
เพิ่มทุนก๊อก2ให้‘เอสเอ็มอีแบงก์’
ตั้งไว้ 12 พันล้านแลกฝีมือแก้หนี้เจอลูกหนี้ชักดาบ
ตั้งไว้ 12 พันล้านแลกฝีมือแก้หนี้เจอลูกหนี้ชักดาบ
คลังยื่นหมูยื่นแมว สั่งเอสเอ็มอีแบงก์แก้หนี้เน่าให้ได้ 1 หมื่นล้าน เพิ่มทุนก๊อกสอง 1,000-2,000 ล้าน
นายภิญโญ ตั๊นวิเศษ ที่ปรึกษา รมช.คลัง ประธานคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามการพัฒนาคุณภาพสินเชื่อและการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะใช้แผนแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ที่มีอยู่ 3.2 หมื่นล้านบาท จากสินเชื่อทั้งหมด 9.7 หมื่นล้านบาท แลกกับการตัดสินใจเพิ่มทุนให้กับธนาคาร
ทั้งนี้ ในปี 2555 ได้ตั้งเป้าให้มีการปรับลดหนี้เสียลง 1 หมื่นล้านบาท โดยแผนงานจะแบ่งเป็น 4 ขั้น คือ ในไตรมาสแรก เพิ่มทุน 555 ล้านบาท ทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือบีไอเอสเพิ่มเป็น 3% ซึ่งล่าสุดได้แก้หนี้ไปแล้ว 2,100 ล้านบาท คาดว่าก่อนสิ้นเดือน มี.ค. จะทำได้อีก 1,000 ล้านบาท
ไตรมาส 2 และ 3 ตั้งเป้าแก้หนี้อีกไตรมาสละ 3,000 ล้านบาท จะทำให้ในไตรมาส 4 สามารถแก้หนี้ได้ครบ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะมีการพิจารณาจัดเงินเพิ่มทุนให้ในไตรมาส 4 อีก 1,000-2,000 ล้านบาท
นายภิญโญ กล่าวว่า เงินเพิ่มทุนใหม่จะมาจากเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐบาลตามที่มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองรับไว้
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นพบว่ายอดเงินที่จะต้องได้รับชดเชยมีทั้งสิ้น 1 หมื่นล้านบาท แยกเป็นโครงการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (ราชประสงค์) 4,000 ล้านบาท และโครงการชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิรวมกันอีก 6,000 ล้านบาท
“เราต้องไปดูว่าจะเหลือที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไร เพื่อทำให้เงินกองทุนของธนาคารเพิ่มเป็น 67% ซึ่งจะทำให้สามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ที่การแก้หนี้ด้วยว่าทำได้ตามเป้า 1 หมื่นล้านบาทหรือไม่” นายภิญโญ กล่าว
นายภิญโญ กล่าวอีกว่า จากการเข้าตรวจข้อมูลพบว่าหนี้เสียกว่า 9,000 ล้านบาท เกิดขึ้นในช่วงปี 2552-2554 ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามารับช่วงการทำงาน หากกรณีเป็นลูกหนี้ที่เกิดจากเส้นสายมีทั้งระดับกรรมการส่งมา ไม่ได้เกิดจากการความผิดพลาดในการทำงานของนายโสฬส สาครวิศว อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารแต่เพียงผู้เดียว
นายภิญโญ ยอมรับว่า ขณะนี้พบว่ามีลูกค้ารายใหญ่ร่วม 300 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ 1% มีพฤติกรรมชักดาบ ดูได้จากพฤติกรรมที่ผ่านมาไม่ยอมเข้ามาผ่อนชำระค่างวด 2 เดือน พอเข้าเดือนที่ 3 ก็เข้ามาจ่ายสักงวดแล้วก็ทิ้งไปอีก 2 งวด ลูกค้าแบบนี้มีจำนวนมาก ซึ่งคณะอนุกรรมการและผู้บริหารธนาคารกำลังอยู่ระหว่างหามาตรการจัดการกับพวกที่ล้มบนฟูก
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเจรจากับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อแก้ พ.ร.บ.ของเอสเอ็มอีแบงก์ เพื่อให้ รมว.คลัง มีอำนาจในการสั่งการจากเดิมที่เป็นอำนาจของคณะกรรมการ เพื่อให้แนวทางการแก้ปัญหามีเอกภาพ เนื่องจากเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น กระทรวงการคลังต้องเป็นผู้ใส่เงินเพิ่มทุน
ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ต้องเข้ามาแก้ปัญหา จึงเห็นควรให้ยกอำนาจการบริหารและกำกับดูแลเอสเอ็มอีแบงก์มาให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลเช่นเดียวกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแห่งอื่นๆ







