posttoday
ปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นสู่ 874 จุด

ปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นสู่ 874 จุด

05 เมษายน 2553

ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่า ทุนต่างชาติจะหยุดไหลเข้าเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ดี หากดัชนีหุ้นขึ้นเร็วเกินไป

ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่า ทุนต่างชาติจะหยุดไหลเข้าเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ดี หากดัชนีหุ้นขึ้นเร็วเกินไป

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, กรรมการสมาคมนักวิเคราะห์ และผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส บมจ.หลักทรัพย์ธนชาต [email protected]

ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลบ่าเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยตลอดช่วง 5-6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้ความคาดหวังว่า 1) เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวดีกว่าและเร็วกว่าภูมิภาคอื่น 2) อัตราดอกเบี้ยของเอเชียโน้มขึ้นเร็วกว่าของกลุ่มประเทศ G3 และ 3) เงินเอเชียมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้อีกเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักของโลก

ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้

ประการแรก ช่วงเดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์แห่กันปรับขึ้นราคาเป้าหมายรายหุ้น โดยกลุ่มที่ถูกปรับขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์และปิโตรเคมี ยังผลให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยตามปัจจัยพื้นฐานปีนี้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 874 จุด เทียบกับช่วงหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้จะอยู่ที่ราว 820 จุด นั่นหมายความว่า เหลือโอกาสทำกำไรสำหรับปีนี้อีก 9% หากไม่มีการปรับเป้าหมายขึ้นอีก

หมายเหตุ: คำนวณโดยใช้ราคาเป้าหมายของหุ้นที่อยู่ใน SET50 ที่รวบรวมโดยบลูมเบริก ณ วันที่ 2 เม.ย.53

ในส่วนของกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีมุมมองที่ดีขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีกว่าที่เคยคาดกันไว้เมื่อต้นปี จึงมีการปรับขึ้นเป้าสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียม ตลอดจนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ขณะที่ปรับลดค่าใช้จ่ายสำรองเผื่อหนี้เสีย และเอ็นพีแอล

ด้านกลุ่มปิโตรเคมีนั้น นักวิเคราะห์แห่ปรับขึ้นอัตรากำไรและปริมาณการผลิต เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเกิดภาวะสินค้าล้นตลาดน้อยกว่าที่เคยคาดกันไว้ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วเกินคาด

น่าสังเกตว่า หุ้นขนาดใหญ่ 20 อันดับแรกของตลาดหุ้นไทยที่เป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อของทุนต่างชาติที่ยังเหลือโอกาสทำกำไรได้แก่ LH, BBL, BAY, PTTEP, KBANK, PTT เป็นต้น

ผมเชื่อว่า กระแสการปรับขึ้นเป้าหมายราคาหุ้นและดัชนีหุ้นยังไม่หยุดครับ ล่าสุดเริ่มมีการพูดถึงเป้าดัชนีเหนือ 900 จุด กันบ้างแล้ว แต่อย่าไปตื่นเต้นมากนักครับ และพึงระลึกว่า เป็นเป้าหมายสำหรับทั้งปี ดังนั้น หากมาเร็วตั้งแต่ไตรมาส 2 หุ้นจากที่เคยถูก จะกลายเป็นของแพงไป ก็ต้องระวังแรงขายกำไรด้วยครับ

ประการที่ 2 รอบนี้ทุนจากนอกภูมิภาควิ่งเข้าตลาดหุ้นหลักอย่างจีนและฮ่องกงไม่โดดเด่นเท่ากับที่วิ่งเข้าตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า กังวลมาตรการแตะเบรกเศรษฐกิจจีนที่ทยอยประกาศออกมาเป็นระยะ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก่อนหน้านี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ถูกที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคแถบนี้

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยที่วิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มไม่ถูกจัดเหมือนในอดีต กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ ค่าพีอีของตลาดหุ้นไทยเคยซื้อขายแบบมีส่วนลดจากตลาดหุ้นเพื่อนบ้านถึงราว 30% แต่ปัจจุบันส่วนลดนี้อยู่ที่เพียงราว 10% เท่านั้น ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนปีนี้ถูกคาดหมายว่าจะโตราว 15% ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ราว 25%

ดังนั้นจึงมีโอกาสไม่มากนักที่ค่าพีอีของตลาดหุ้นไทยจะวิ่งขึ้นไปเทรดใกล้เคียงกับค่าพีอีเฉลี่ยของภูมิภาค ยกเว้นว่า จะมีการปรับประมาณการกำไรของบริษัทอีกระลอกใหญ่

ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่า ทุนต่างชาติจะหยุดไหลเข้าเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ดี หากดัชนีหุ้นขึ้นเร็วเกินไป เช่น ขึ้นเลย 840 จุด ในหนึ่งเดือนข้างหน้า จะดันค่าพีอีอดีตและอนาคตขึ้นไปเป็น 15.3 และ 13.3 เท่า ห่างออกจากค่าพีอีเฉลี่ย 10 ปี ที่ 12 เท่า มากเกินไป แม้วัฎจักรเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงขยายตัว ซึ่งจะทำให้ตลาดมีโอกาสเทรดสูงกว่าค่าพีอีเฉลี่ยก็ตาม

แต่ถ้าดัชนีหุ้นขึ้นเร็วเกินไปจนกำไรโตตามไม่ทัน ก็มีโอกาสสูงที่จะมีการปรับฐานระหว่างทาง เพื่อพักรอกำไรให้วิ่งขึ้นตามมาก่อน

แนะปล่อยให้กำไรวิ่งขึ้นตามตลาดหุ้นโดยรวม และขยับจุดตัดขาดทุนหรือรับรู้กำไรขึ้นตามเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ