
อินฟราฯดันส่วนแบ่งกองทุน
บลจ.ไทยพาณิชย์มองจุดเปลี่ยนธุรกิจเปิดตัวกองอสังหาฯลง 2 โรงแรม
บลจ.ไทยพาณิชย์มองจุดเปลี่ยนธุรกิจเปิดตัวกองอสังหาฯลง 2 โรงแรม
บลจ.ไทยพาณิชย์มองกองทุนโครงสร้างพื้นฐานจุดเปลี่ยนธุรกิจ บลจ.อนาคตบริษัทขนาดกลางอาจควบรวม
นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) จะเป็นจุดเปลี่ยนการเติบโตของธุรกิจกองทุนรวมในปี 2556 หาก บลจ.ได้บริหารกองทุนขนาดใหญ่ก็จะทำให้อันดับส่วนแบ่งการตลาดขยับขึ้นทันที จึงเป็นปีที่คาดการณ์การเติบโตได้ยาก
“ปกติ บลจ.จะขายกองทุนตราสารหนี้ได้ปีละ 35 หมื่นล้านบาท แต่ต่อไปหากใครได้กองทุนอินฟราฯ ขนาดใหญ่ก็ทำให้สินทรัพย์โตแบบก้าวกระโดด ซึ่งบริษัทก็อยู่ระหว่างจัดตั้งกองทุนคาดว่าไตรมาส 3 และ 4 จะขายได้” นางโชติกา กล่าว
นอกจากนี้ มองว่าภาพ บลจ.ในอนาคตจะเปลี่ยน โดย บลจ.ต้องสร้างกำไรให้ได้ ซึ่ง บลจ.ขนาดใหญ่ไม่น่ามีปัญหา เพราะมีเครือข่ายสนับสนุนธุรกิจ ขณะที่ บลจ.ขนาดกลางอาจอยู่ยากและอาจมีการควบรวม เพื่อลดต้นทุน ส่วน บลจ.ขนาดเล็กไม่น่ามีปัญหาเพราะมีตลาดเฉพาะกลุ่ม
สำหรับภาพรวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัทในปี 2555 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.66 แสนล้านบาท หรือ 14.30% จากสิ้นปี 2554 อยู่ที่ 5.82 แสนล้านบาท
นางโชติกา กล่าวว่า ปี 2556 บริษัทยังมีแผนออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องประมาณ 34 กองทุน มูลค่ารวม 1.52 หมื่นล้านบาท เนื่องจากจะเป็นปีสุดท้ายของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จึงจะเป็นปีที่เติบโตมาก ก่อนที่ในปี 2557 จะถูกเปลี่ยนกองทุน REIT
“ล่าสุด บริษัทได้จัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอราวัณ โฮเทล โกรท (ERWPF) ลงทุนในโรงแรมไอบิส ป่าตอง ภูเก็ต และโรงแรมไอบิส พัทยา เสนอขายนักลงทุนครั้งแรกวันที่ 1522 มี.ค. 2556 ราคาหน่วยละ 10.40 บาท ลงทุนขั้นต่ำ 4,000 หน่วย โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและรับประกันการจำหน่าย” นางโชติกา กล่าว
กองทุนจะรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (ฟีโฮลด์) ของทั้งสองโรงแรมซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2551 ดำเนินงานอยู่ภายใต้แบรนด์ไอบิส ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมชั้นประหยัดที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จัก
สำหรับจุดเด่นของกองทุนตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงและมีโอกาสได้รับประโยชน์จากราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต อีกทั้งกองทุนจะได้รับค่าเช่าคงที่ตลอดระยะเวลาการเช่าจำนวน 72.5 ล้านบาทต่อปี และค่าเช่าแปรผันแบ่งรายได้ระหว่างผู้เช่าและกองทุน พร้อมการรับประกันรายได้ค่าเช่าขั้นต่ำที่จ่ายเข้ากองทุนรวมในช่วง 4 ปีแรก ตั้งแต่วันที่กองทุนรวมเข้าลงทุนจากบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำนวน 111.5 ล้านบาทต่อปี ช่วยลดความเสี่ยงของรายได้ที่อาจผันผวนและคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลได้ปีละ 2 ครั้ง
นางกมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ปี 2555 โรงแรมไอบิส ป่าตอง และโรงแรมไอบิส พัทยา มีรายได้รวมสูงถึง 114.2 ล้านบาท และ 106.3 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยในปี 2552-2555 เท่ากับ 11% และ 22% ตามลำดับ
สำหรับอัตราผู้เช่าโรงแรมไอบิส ป่าตอง อยู่ที่ 7879% ราคาห้องพักเฉลี่ย 1,300 บาท ขณะที่โรงแรมไอบิส พัทยา อยู่ที่ 91% ราคาห้องพักเฉลี่ย 1,050 บาท
นอกจากนี้ กองทุนยังได้รับสิทธิในการลงทุนในโรงแรมเครือไอบิสที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยที่บริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตตลอดระยะเวลา 5 ปี จากปัจจุบันมีโรงแรมไอบิส 9 แห่ง อีกทั้งกองทุนมีนโยบายเข้าประมูลทรัพย์สินที่ลงทุนทุกๆ 5 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กองทุน
สำหรับรายได้ของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 15% และกำไรสุทธิน่าจะเติบโตก้าวกระโดดจากปีก่อน จากรายการพิเศษขายกองทุน โดยคาดว่าจะบันทึกกำไรการขายโรงแรมให้กองทุนประมาณไตรมาส 2 และจะเข้าถือหน่วยลงทุน 20% เนื่องจากสถาบันสนใจจำนวนมาก โดยจะจัดสรร 50% และที่เหลือขายนักลงทุนทั่วไป







