
7คนไอทีแข่งชิงดำเก้าอี้ผอ.ซิป้า
โพสต์ทูเดย์
– 7 ผู้สมัครชิงดำ นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการซิป้า วงการไอทีแนะต้องการผู้บริหาร ผลักดันอุตฯ โตไม่น้อยกว่า 20%นายจีรศักดิ์ พงษ์พิษณุพิจิตร์ ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสรรหาผู้อำนวยการซิป้าคนใหม่แทนนายรุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ที่ครบกำหนดปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2553 ว่า มียอดผู้เข้าสมัคร 7 ราย ซึ่งเป็นผู้สมัครจากซิป้า 1 ราย คือ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ รองผู้อำนวยการถ่ายทอดเทคโนโลยี รักษาการผู้อำนวยการ ส่วนที่เหลือเป็นคนจากภายนอก
ทั้งนี้ ผู้สมัครส่วนใหญ่มายื่นใบสมัครวันที่ 2 เม.ย. 53 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรับสมัคร แม้กระทั่งรักษาการผอ. ก็ยื่นใบลาออกจากรองผู้อำนวยการและรักษาการ พร้อมยื่นใบสมัครในวันนั้นเช่นกัน โดยวันที่ 7 เม.ย. 53 บอร์ดจะประชุมวาระพิเศษ เพื่อแต่งตั้งรักษาการ ผอ.ซิป้าแทน นาวาตรีวุฒิพงศ์ ต่อไปโดยไม่ให้การทำงานระหว่างนี้สะดุด
สำหรับขั้นตอนจากนี้คณะทำงานมีนายธีระพงศ์ สุทธินันท์ เป็นประธาน จะพิจารณาคัดเลือก โดยตรวจสอบคุณสมบัติว่าตรงกับเอกสารหรือไม่ พร้อมทั้งสัมภาษณ์และให้แสดงวิสัยทัศน์ โดยซิป้าจะเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วและรอบคอบ โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือน พ.ค. 2553 จะได้ผู้อำนวยการซิป้าคนใหม่
แหล่งข่าวในวงการไอทีเปิดเผยว่า ผู้สมัครจากภายนอกซิป้า คือ นายรอม หิรัญพฤกษ์ อดีตผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หรือซอฟต์แวร์พาร์ค ซึ่งเคยสมัครรับคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการซิป้าครั้งที่ผ่านมา เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมไอทีมานาน
นายบุญรักษ์ สรัคคานนท์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือเอทีซีไอ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตัวแทนสมาคมอุตสาห กรรมซอฟต์แวร์ไทยรวมตัวเพื่อยื่นหนังสือต่อประธานบอร์ดซิป้าให้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครอีกครั้ง เนื่องจากคุณสมบัติเดิมนั้นมีหลายข้อที่สูงหลายประการ อาทิ ต้องจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ทั้งที่คนในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ประสบความสำเร็จบางรายจบแค่ปริญญาตรี และต้องการผู้อำนวยการฝ่ายบริหารมากกว่าฝ่ายเทคนิค
นายสมเกียรติ อึงอารีย์ นายกสมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หรือเอทีเอสไอ กล่าวว่า ซิป้าต้องทบทวนบทบาทให้ดี และเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไอที เพราะปกติอุตสาหกรรมมีการเติบโต ประมาณ 10% อยู่แล้ว การมีซิป้าต้องช่วยผลักดันให้เห็นการเติบโตอย่างน้อย 20% ต่อปีให้ได้ หากทำได้น้อยกว่านี้การใช้เงินภาษี 400500 ล้านบาทต่อปี ก็ถือว่าไม่คุ้มค่ากับการตั้งหน่วยงานนี้







