
อย่าลืมรายเล็ก
กลางเดือน มี.ค.นี้ ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ ที่ครอบคลุมยุทธศาสตร์ของไทยในการส่งเสริมการลงทุนระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 25562560 คาดว่าจะได้รับการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ซึ่งมี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รวม.คลัง เป็นประธาน เพื่อพิจารณา
กลางเดือน มี.ค.นี้ ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ ที่ครอบคลุมยุทธศาสตร์ของไทยในการส่งเสริมการลงทุนระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 25562560 คาดว่าจะได้รับการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ซึ่งมี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รวม.คลัง เป็นประธาน เพื่อพิจารณา
ร่างยุทธศาสตร์ที่จะเสนอเข้าสู่บอร์ดนั้น จะเป็นร่างที่ได้รับการปรับปรุง หลังจากที่สำนักงานบีโอไอจัดเวทีรับฟังความเห็นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติในภาคต่างๆ ของประเทศทั้ง 5 ครั้ง และรวมกับครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นครั้งที่ 6 ซึ่งได้รับฟังความเห็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรม (ส.อ.ท.) อีกรอบตามคำเรียกร้อง
จากการรับฟังทั้งหมดที่ผ่านมา อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ ยอมรับว่า ร่างยุทธศาสตร์บีโอไอที่ทางสำนักงานบีโอไอร่างขึ้นเป็นร่างแรกนั้น ยังต้องทบทวน ปรับปรุงอีกค่อนข้างมาก ทั้งเงื่อนไขต่างๆ และประเภทกิจการที่จะให้ส่งเสริม รวมถึงจะต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในเรื่องต่างๆ ที่เอกชนหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น
ร่างยุทธศาสตร์ที่สำนักงานบีโอไอได้จัดทำเป็นร่างแรกนั้น นักลงทุนจำนวนมากสะท้อนความกังวลว่าจะทำให้ธุรกิจหลายประเภท กิจการหลายกิจการ ไม่ได้รับการส่งเสริมอีกต่อไป ทั้งที่จริงๆ แล้วกิจการเหล่านั้นน่าจะเติบโตและแข่งขันได้ หากได้รับการเหลียวและส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง บางประเภทเป็นกิจการคนไทย ซึ่งสมควรได้รับการส่งเสริม
ทิศทางยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอเน้นที่อุตสาหกรรมที่พัฒนาจากทรัพยากรในประเทศ และอุตสาหกรรมที่สามารถเป็นฐานการผลิตหลักของโลก รวม 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 1.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ 2.กลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐาน เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี 3.กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 4.กลุ่มพลังงานทดแทนและบริการสิ่งแวดล้อม เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 5.กลุ่มธุรกิจบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม เช่น R&D การออกแบบวิศวกรรม ซอฟต์แวร์
6.กลุ่มเทคโนโลยีพื้นฐานขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง 7.อุตสาหกรรมอาหารและแปรรูปเกษตร 8.อุตสาหกรรม Hositality & Wellness เช่น กิจการสนับสนุนการท่องเที่ยวและกีฬา ภาพยนตร์ ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ 9.อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง และ 10.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมที่จะได้รับการส่งเสริมในอนาคต พบว่าส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ “ใหญ่ ทันสมัย และแข็งแรง” อยู่แล้ว เป็นอุตสาหกรรมทุนหนา และกิจการขยายตัวอยู่แล้วตามกลไกธุรกิจ
ดูเหมือนว่าทิศทางใหม่ในการส่งเสริมการลงทุนของไทยจะละเลยกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี เพราะไม่แม้แต่บรรจุแนวความคิดที่จะส่งเสริมสนับสนุนเอสเอ็มอีไว้ในร่างยุทธศาสตร์แรก
แม้ว่าเลขาธิการบีโอไอจะออกมาบอกว่า อยู่ระหว่างพิจารณาออกนโยบายพิเศษเพื่อส่งเสริมกิจการเอสเอ็มอีไทย ซึ่งจะบรรจุเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในยุทธศาสตร์ส่งเสริมใหม่นี้ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า มาตรการที่ว่านั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และจะตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือจะเป็นแต่เพียง “มาตรการสนับสนุน” แต่ไม่รวมถึงการให้สิทธิพิเศษเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมในยุทธศาสตร์ใหม่
จะเป็นการดีหรือไม่ ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่หันมายื่นมือเข้าช่วยประคองเด็กที่กำลังจะโต แต่ยังเดินเตาะแตะอย่างเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกิจการที่เป็นของคนไทย ใช้ทรัพยากรในประเทศ อย่างกิจการด้านการเกษตร ให้ก้าวย่างอย่างปลอดภัย และอาจขยายตัวเติบโตกลายเป็นกิจการที่นำพาประเทศไปสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต
คงต้องฝากให้บีโอไอพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง ยังมีโอกาสทบทวนก่อนประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ในปลายปีนี้







