
กระตุ้นทุนไทยเร่งบุกพม่า
ห่วงอินโดฯเวียดนามชิงธุรกิจบริการชี้ค้าปลีกก่อสร้างโรงแรมสดใส
ห่วงอินโดฯเวียดนามชิงธุรกิจบริการชี้ค้าปลีกก่อสร้างโรงแรมสดใส
หวั่นเอกชนไทยช้าถูกอินโดนีเซีย เวียดนาม แย่งตลาดโรงแรมโรงพยาบาลในเมียนมาร์
น.ส.นิ่มนวล ผิวทองงาม ผู้อำนวยการ AEC Strategy Center มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หลังจากเมียนมาร์แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของคนต่างชาติเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2556 ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวจากนักลงทุนต่างชาติชัดเจนมาก ล่าสุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีธุรกิจจากอเมริกาแห่เข้าไปลงทุนจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือบริษัทน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่เข้าไปถือหุ้นบริษัทถึง 95%
“ที่น่ากลัวคือประเทศเพื่อนบ้านทั้ง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามก็กำลังแห่เข้าไปลงทุนในธุรกิจบริการทั้งโรงแรมและโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่ไทยถนัด ล่าสุดเวียดนามได้สัมปทานโรงแรมไปแล้ว หากคนไทยช้ากว่านี้แค่อีก 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง เราอาจไม่เหลือโอกาสทางธุรกิจในพม่าแล้ว”
ทั้งนี้ เมียนมาร์ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติมอีกหลายฉบับ เช่น กฎหมายศุลกากรที่ให้ญี่ปุ่นเข้าไปช่วยแก้ไขกฎหมายแรงงานและกฎหมายสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี มีความชัดเจนในหลายธุรกิจแล้วว่าน่าจะได้รับผลประโยชน์ เช่น ธุรกิจค้าปลีก ที่จากเดิมไม่อนุญาตให้ต่างชาติทำ แต่ล่าสุดกฎหมายอนุญาตให้สามารถดำเนินการได้แล้ว ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ แต่ห้ามเปิดกิจการก่อนปี 2558 ขณะนี้มีห้างสรรพสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปเจรจาก่อสร้างแล้ว
ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ จะได้รับประโยชน์เช่นกัน เพราะอนุญาตให้นักลงทุนถือหุ้นได้ 100% ในหลายธุรกิจ มีเพียงบางธุรกิจเท่านั้นที่จำกัดว่าต้องมีชาวเมียนมาร์ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 20%
สำหรับธุรกิจที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง เพราะในปีนี้เมียนมาร์จะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และปีหน้าเป็นประธานอาเซียน จึงต้องมีการปรับปรุงการก่อสร้างและสาธารณูปโภคจำนวนมาก ขณะเดียวกันธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวจนถึงร้านอาหารก็ยังเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แม้ว่าที่ดินจะมีราคาสูงแต่ตลาดยังมีโอกาสโต ส่วนธุรกิจโรงพยาบาลขณะนี้กำลังเปิดหาผู้ประกอบการเข้าไปก่อตั้งโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากลอยู่
น.ส.นิ่มนวล กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายของเมียนมาร์เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนมากขึ้น เพราะจะมีมาตรการคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม หากนักลงทุนไทยติดตามข่าวสารการลงทุนจากวงใน เช่น ผ่านสถานทูต ผู้ประกอบการในพื้นที่ หรือมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะทำให้ใกล้ชิดข้อมูลข่าวสารและพร้อมลงทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กฎหมายสิ่งแวดล้อมจะมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น อำนาจหลักในการพิจารณาการลงทุนจะตกไปอยู่กับคณะกรรมการกำกับการลงทุนมากขึ้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องศึกษากฎหมายทั้งหมดของเมียนมาร์ให้ดีก่อนดำเนินการลงทุนปัจจุบันมีข้อมูลว่าผู้ประกอบการธุรกิจกาแฟ และผู้ประกอบการธุรกิจเบียร์รายใหญ่ของไทย กำลังเร่งเข้าไปเจรจาเพื่อลงทุนในพม่า
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า พม่าถือเป็นประเทศแห่งอนาคต ที่ไทยควรเร่งดำเนินธุรกิจด้วยมากที่สุด สังเกตว่าพม่านำเข้าสินค้าจากไทยมากที่สุดในอาเซียน ซึ่งหมายถึงสินค้าไทยครองใจคนพม่ามาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่คนไทยเองก็มีความผูกพันกับชาวพม่า เพราะมีการจ้างแรงงานพม่าจำนวนมาก และยังนำเข้าสินค้าจากพม่าเป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียน ภาคธุรกิจไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการศึกษากฎหมาย และการเข้าไปลงทุนในพม่า







