
ตัดงบมะกันส่อฉุดSMEเจ๊ง
คาดปลดคนงาน 9.5 แสนตำแหน่งวอนรัฐงัดนโยบายช่วยรายย่อย
คาดปลดคนงาน 9.5 แสนตำแหน่งวอนรัฐงัดนโยบายช่วยรายย่อย
ผู้เชี่ยวชาญเตือนเอสเอ็มอีสหรัฐเสี่ยงได้รับผลหนักจากมาตรการลดรายจ่ายอัตโนมัติของรัฐบาล
นักวิเคราะห์จากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ในสหรัฐ ออกโรงเตือนเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในสหรัฐ มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการตัดลดงบประมาณอัตโนมัติมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.5 ล้านล้านบาท) หรือ “ซีเควสเตอร์” ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. เป็นต้นไป
ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศ อาจต้องปลดพนักงานลงมากถึง 9.56 แสนอัตรา เนื่องจากเสี่ยงขาดรายได้มหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่มีหน่วยงานของรัฐเป็นลูกค้าหลัก
“กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ร่วมงานและทำธุรกิจกับกระทรวงกลาโหมโดยตรงจะได้รับผลกระทบหนักสุด เพราะกระทรวงกลาโหมนับเป็นหนึ่งในกระทรวงที่โดนหั่นงบมากที่สุด ซึ่งแน่นนอนว่าจะทำให้ต้องมีการพับโครงการต่างๆ” เว็บไซต์ข่าวซานฟรานซิสโก เกท เผย
รายงานได้ยกตัวอย่างบริษัทซอฟต์ แวร์และไอทีแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันรายได้กว่า 85% นั้นมาจากกองทัพเรือสหรัฐ
“เรากำลังเร่งหาลูกค้ากลุ่มใหม่เพื่อทดแทนกลุ่มลูกค้าจากกองทัพ แม้จะยังไม่ทราบว่าซีเควสเตอร์จะกระทบบริษัทมากน้อยเพียงใด ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเตรียมตัวรับกับสถานการณ์เลวร้าย” ไรอัน เลอเมียร์ เจ้าของบริษัท เผย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งวางนโยบายช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภายในประเทศ
สอดคล้องกับความเห็นของ จาเร็ด เบิร์นสไตน์ จากศูนย์งบประมาณและนโยบายสหรัฐ ที่ออกมาเตือนว่า ธุรกิจรายย่อยจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากส่วนใหญ่นั้นพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการแสวงหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ
ทั้งนี้ การตัดลดงบประมาณอัตโนมัตินับเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์เตือนว่า หากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องแผนลดรายจ่ายได้ การตัดลดอัตโนมัติจะฉุดจีดีพีของประเทศถึง 0.5%







