
ดึงเอกชนพัฒนานิคมฯใหม่
หวังลงทุนเงินสะพัด 5 แสนล้านบาทตั้งบริษัทสยายปีกตลาดจีนทวาย
หวังลงทุนเงินสะพัด 5 แสนล้านบาทตั้งบริษัทสยายปีกตลาดจีนทวาย
อุตสาหกรรมเตรียมดึงเอกชนร่วมพัฒนานิคมฯ ตามยุทธศาสตร์ประเทศ 12 แห่ง 2.7 หมื่นล้านบาท
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เห็นชอบแนวทางการพัฒนาโครงการเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมตามยุทธศาสตร์ขอประเทศ โดยบอร์ดกำหนดขยายพื้นที่นิคมใหม่ รวม 3 กลุ่ม 12 นิคม ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 2.7 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมจากปัจจุบันที่มีนิคมอุตสาหกรรมอยู่47 แห่ง พื้นที่ 5 หมื่นไร่ แต่มีธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติเข้าประกอบการเกือบเต็มพื้นที่แล้ว โดยการขยายครั้งนี้จะสามารถเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ 1.8 หมื่นไร่ มีการจ้างงานรวม 2.12 แสนคน และจะมีภาคธุรกิจเข้าลงทุน 5.17 แสนล้านบาท
สำหรับนิคมฯ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ได้กำหนดเป้าหมายรวม 3 แห่ง ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางติดชายทะเล รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
2.นิคมชายแดน คือ นิคมอุตสาห กรรมโลจิสติกส์ อ.เชียงของ จ.เชียงราย และ 3.นิคมเพิ่มเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 แห่ง คือจ. นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี มุกดาหาร สกลนคร นครพนม และหนองคาย
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ กนอ. ร่วมกับเอกชนในการจัดตั้งหน่วยธุรกิจในรูปแบบบริษัทไปลงทุนนิคมฯ ในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับนักลงทุนไทย โดย กนอ.จะถือหุ้นในบริษัทนี้ไม่เกิน 49% เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 4 แห่ง คือ เมืองคุนหมิง หนานหนิง ประเทศจีน และเมืองทวายติละวา ประเทศเมียนมาร์
ด้านนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า จากการสำรวจการผลิตของผู้ประกอบการรถยนต์ทุกค่ายทำให้ สศอ. ปรับประมาณการยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศปีนี้เป็น 2.8 ล้านคัน จากเดิมที่ประเมินไว้ 2.5 ล้านคัน โดยแบ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนการผลิตขายในประเทศจาก 1.2 ล้านคัน มาเป็น 1.6 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มตามยอดการผลิตเพื่อส่งมอบตามโครงการรถยนต์คันแรกที่มียอดจอง 1.257 ล้านคัน ที่ส่งมอบไปแล้ว 7.23 แสนคัน หรือ 58% ของยอดจอง เหลือยอดที่ต้องทยอยผลิตและส่งมอบปีนี้ต่อเนื่องจนถึงไตรมาสแรก ปี 2557 จำนวน 5.34แสนคัน หรือ 42%
ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ 43% ของการผลิตรวม จะยังขยายตัวต่อเนื่องที่ 1.2 ล้านคันหรือเพิ่มขึ้น 17.28% เนื่องจากตลาดสำคัญของไทยยังคงมีเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทั้งภูมิภาคอาเซียน เอเชีย รวมถึงตะวันออกกลาง อเมริกาใต้
นายณัฐพล กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือน ม.ค. 2556 ยังคงขยายตัวได้สูงที่ 10.1% แต่มีปัจจัยสำคัญจากการเทียบกับฐานที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ภาคการผลิตยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่และยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจัยนี้จะเห็นการผลิตในไตรมาสแรกขยายตัวได้ในระดับสูงที่89% แต่เมื่อรวมกับครึ่งปีหลังที่ต้องเทียบกับฐานที่ปกติแล้ว คาดว่าการผลิตจะขยายตัวรวมที่ 34% ขณะที่จีดีพีภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัวได้ 56% ในไตรมาสแรก 2556 และทั้งปี 2556ที่ 3.54.5%
ทั้งนี้ การผลิตที่ยังขยายตัวดีนี้ นอกจากจะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของการผลิตรถยนต์แล้ว ยังคาดว่าอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าจะกลับมาฟื้นตัวได้ เห็นได้จากการผลิตเดือน ม.ค. ที่ขยายตัว 8% และคาดว่าจะขยายตัวในอัตราเดียวกันในไตรมาสแรกของปีนี้ จากผลที่คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการปกป้องชั่วคราวสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ ชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากทุกประเทศเพิ่มขึ้นในอัตรา 33.11%
ขณะที่อุตสาหกรรมหลักอื่นๆ คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะขยายตัว 5% อุตสาหกรรมอาหาร 5.5% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การผลิตเส้นใยสิ่งทอคาดว่าจะเติบโต 5.04% ผ้าผืน 2.04% เนื่องจากยังมีความต้องการมากในกลุ่มประเทศอาเซียน







