posttoday
‘เงินร้อน’กับอสังหาริมทรัพย์

‘เงินร้อน’กับอสังหาริมทรัพย์

01 มีนาคม 2556

ขณะนี้ทุกคนกล่าวถึง “เงินร้อน” ที่กำลังไหลเข้ามาประเทศไทย เงินร้อนนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทแรก เงินร้อนที่ผิดกฎหมาย ในเมืองค้าชายแดน หรือเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา หัวหิน สมุย จะพบเงินร้อนที่ผิดกฎหมายนี้อยู่มาก เป็นเงินไม่ค่อยสะอาด เช่น เกิดจากการพนัน ค้าสินค้าผิดกฎหมาย

ขณะนี้ทุกคนกล่าวถึง “เงินร้อน” ที่กำลังไหลเข้ามาประเทศไทย เงินร้อนนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทแรก เงินร้อนที่ผิดกฎหมาย ในเมืองค้าชายแดน หรือเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา หัวหิน สมุย จะพบเงินร้อนที่ผิดกฎหมายนี้อยู่มาก เป็นเงินไม่ค่อยสะอาด เช่น เกิดจากการพนัน ค้าสินค้าผิดกฎหมาย

อย่างที่ภูเก็ตมีการซื้อบ้านของชาวต่างชาติ ซื้อบ้านด้วยเงินสดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 60 ล้านบาท ตั้งสมมติฐานได้เลยว่าเป็นเงินร้อนที่ไม่น่าจะถูกกฎหมาย หรือเมืองค้าขายชายแดนอย่างที่เชียงราย ถ้าซื้อโรงแรมกันด้วยเงินสดๆ ก็อาจจะมาจากเงินยาเสพติด เป็นต้น

ส่วนเงินร้อนที่ทุกคนเป็นห่วงเป็นใยอยู่ในระดับชาติขณะนี้ เป็นเงินร้อนที่ถูกกฎหมาย เกิดจากประเทศที่ปั๊มเงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่มด้วยอเมริกาปั๊มออกมา 4 ครั้ง QE 14 ปั๊มเงินเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจจากโรคแฮมเบอร์เกอร์ตั้งแต่ปี 2551 มาผสมกับสหภาพยุโรปหรืออียูที่ทั้งกู้และปั๊มเงินมาช่วยกรีซและไอซ์แลนด์ และจากเงินเยนญี่ปุ่นที่นายกฯ คนใหม่จะกู้มากระตุ้นเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้เช่นกัน สุดท้ายของไทยเราเองที่จะผ่าน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มาทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและประชานิยมของท่านนายกฯ ปู และรองนายกฯ กิตติรัตน์

เงินทั้งหมด “กำลังท่วมโลก” และท่วมประเทศไทย เป็นเงินร้อนที่ไหลไปไหลมาอย่างรวดเร็ว นี่ยังไม่นับรวมจีนที่มีเงินในประเทศมหาศาล มีตลาดเก็งกำไรเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ จนรัฐบาลต้องออกมา “สกัดฟองสบู่ในอสังหาฯ” ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยซื้อบ้านหลังที่ 1 หลังที่ 2 และ 3 มากขึ้นเป็นขั้นบันได บังคับให้ดาวน์บ้านเพิ่มสูงขึ้นจาก 10% เป็น 30% ไม่ให้ซื้อบ้านหลังที่สอง เป็นต้น จาก 2 ปีที่ผ่านมาจีนควบคุมการเก็งกำไรจากอสังหาฯ ได้ดีพอใช้ แต่เงินเฟ้อของจีนยังสูงน่ากลัวอยู่ที่ 56% ขณะที่จีดีพีของจีนยังโตใกล้เคียงกับตัวเลข 2 หลัก เท่ากับ 10% มานานกว่า 5 ปี

เงินร้อนที่น่าเป็นห่วงคือ เงินที่ไหลเข้าเร็วออกเร็วจากประเทศหนึ่งไปประเทศหนึ่งเพื่อนำไปหาผลกำไรระยะสั้น ก่อนจะกลับมาหาผลกำไรระยะยาว ตลาดที่เงินร้อนชอบมากที่สุด คือ “ตลาดหุ้น” ปั่นง่าย ลงทุนระยะสั้น ไหลเข้าแล้วออกเร็ว ประเทศที่น่านำเงินร้อนไปปั่นระยะแรก คือ หุ้นของประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย ไต้หวัน มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในไทย ปี 2538-2539 มาแล้ว ก่อนฟองสบู่จะแตกและเกิดโรคต้มยำกุ้ง หุ้นโต 1,700 จุด เงินนอกเข้ามาเต็มประเทศ “ปั่นหุ้น แล้วมาปั่นอสังหาฯ” เก็งกำไรคอนโดมิเนียม และมาปั่นราคาห้อง ขณะที่ จอร์จ โซรอส เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทกับธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เอาเงินคงคลังไปสู้กับอัตราแลกเปลี่ยนเงิน (Exchange) ปีนี้ 2556 เหตุการณ์ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย เงินร้อนท่วมโลกไหลเข้ามาเอเชีย ไทยเป็นหนึ่งในนั้น หุ้นกำลังโต 1,700 จุด เก็งกำไรอสังหาฯ คราวนี้ปั่นราคาที่ผันทั้งในและนอกกรุงเทพฯ ปั่นคอนโดแพงกว่าคอนโดที่นิวยอร์กหรือโตเกียว ผสมด้วยปั่นทอง และจ้องค่าเงินบาทอยู่ว่าจะขึ้นลงอย่างไร

แล้ว “เงินร้อนเกี่ยวกับอสังหาฯ” อย่างไร อย่าลืมว่าทุกครั้งที่เศรษฐกิจตกต่ำ อสังหาฯ คือแพะตัวใหญ่จะต้องรับผิดชอบ เพราะกู้เยอะ กู้มาก ปี 2540 ต้มยำกุ้ง บริษัทอสังหาฯ เป็นตัวฉุดให้สถาบันการเงิน 50 แห่ง พังลงมา

ในอเมริกา 2557 โดยแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ก็อสังหาฯ อีกที่ปล่อยกู้ประชาชนเครดิตน้อย ไม่มีเครดิตดอกเบี้ย 0% ไม่ต้องมีเงินดาวน์ กู้เงินซื้อบ้านได้ 100% ของราคาสินทรัพย์ ปล่อยกู้แบบฟรีดอกเบี้ย 13 ปีแรก เกิดเก็งกำไร พอน้ำมันขึ้น หุ้นเริ่มตก ทั้งระบบจึงพังมาแล้วและเงินไหลออก

มาคราวนี้ไทยกำลังถูกเงินร้อนเผา เก็งกำไรรอบแรกหุ้น และกำลังมาต่อที่ราคาที่ดิน ราคาพุ่งโดยไม่มีสาเหตุ ทั้งต่างชาติ (ซื้อที่ดินไม่ได้) และไทยกว้านซื้อที่ดินกันทั่ว ซึ่งต่างจังหวัดที่กำลังโต เช่น โคราช ขอนแก่น ระยอง เมืองทำเลทองเพียบ เช่น ภูเก็ต พัทยา หัวหิน ฟองสบู่ราคาที่ผันผวนกำลังเบ่งบานเงินเฟ้อ กำลังหาผู้ประกอบการที่มีส่วนได้เสีย

และธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีหน้าที่ควบคุมรักษาเสถียรภาพของเงินออกมาให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่า “มองไม่เห็นฟองสบู่” ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังถูกบีบให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถ้ามีทั้งเงินร้อนและดอกเบี้ยต่ำ รับรองว่าเป็น “เชื้อเพลิงเร่งฟองสบู่” ปั่นหุ้น ปั่นอะไรต่อๆ ไปอย่างดี ถ้าคราวนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชอบมากกว่าในอดีต

เงินร้อนที่เก็งกำไรที่น่าห่วงอีกอย่างคือ เงินเฟ้อ พอเงินท่วม กู้เอาไปปล่อยสินเชื่ออย่างง่าย เช่น Hamberger ของอเมริกาคราวนั้นเช่นกัน “หนี้ครัวเรือน” หรือ “หนี้ส่วนบุคคล” กำลังเป็นหนี้กันสนุก เพราะกู้ง่ายมาก กู้ในระบบธนาคาร เรียกว่า กู้ Bank มีเครดิต Bureau จับตามอง แต่ทุกคนก็มีเครดิตกับ “Non Bank” บัตรเครดิตกันคนละ 45 ใบ เช่น อีซี่มันนี่ อิออน บัตรเครดิตช็อปปิ้งต่างๆ ไม่มีหลักประกันของคนชั้นกลาง กำลังมีหนี้ทุกมากขึ้นลำดับหนี้ ซื้อหุ้น ซื้อรถ เครื่องใช้ไฟฟ้า ท่องเที่ยว เอาไปพนันบอล ปั่นหุ้น ปั่นทอง รายได้ 3 หมื่นบาท มีหนี้ทั้งแบงก์ + นันแบงก์ อีก 3 แสนบาทเท่าตัว กำลังเหมือนอเมริกาที่พอเศรษฐกิจอ่อนไหว คนไทยชั้นกลาง (คนรวยไม่ต้องเป็นห่วงกับจนเอามาเล่นพนันบอล) จะกระทบมากสุด

ก็จะกระทบกันเป็นทั้งระบบจากธนาคารลงมาเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เป็น “Hamberger Thailand” แน่ๆ พวกเราต้องคอยดูอย่างใกล้ชิด คนที่รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจการเงินของประเทศ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่สุภาษิตจีนสอนว่า “ปลาจะมองไม่เห็นน้ำนกจะมองไม่เห็นฟ้า คนอยู่ในฟองสบู่จะมองไม่เห็นฟอง จะเห็นเมื่อแตกเสีย” และกระทรวงการคลังที่ต้องการปั๊มเงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ในปัจจุบัน แต่อีกนั่นแหละ เศรษฐกิจโตอย่างเร็วจะต้องเอาเศรษฐกิจ อยู่ที่ “ศิลปะการบริหารฟองสบู่” ต่างหาก ดูจีนเป็นตัวอย่าง และถ้าจะดูวิธีบริหารเงินร้อนเข้าออก ดูมาเลเซีย ตอนปี 2540 เป็นตัวอย่าง อย่าเอาอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2540 ประเดี๋ยวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย สงสารประเทศจริงๆ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69