
ทันสถานการณ์
กระทรวงอุตฯ เล็งให้สิทธิพิเศษโรงงานประหยัดไฟ
กระทรวงอุตฯ เล็งให้สิทธิพิเศษโรงงานประหยัดไฟ
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงมีนโยบายให้การประหยัดพลังงานเป็นแนวทางที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากที่ต้องรับมือกับกรณีที่อาจขาดพลังงานในช่วงต้นเดือน เม.ย. โดยจะประสานกับสภาอุตสาหกรรมฯ และหอการค้าแต่ละจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือให้มีการประหยัดพลังงานให้ได้อย่างน้อย 10% และขณะนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) อยู่ระหว่างการจัดทำเกณฑ์เพื่อให้เกรด A B C D แก่โรงงานที่ลดการใช้พลังงานทุกรูปแบบ ซึ่งจะมีการให้สิทธิพิเศษแก่โรงงานที่ลดพลังงานตามระดับเกรด เช่น โรงงานที่ให้ความร่วมมือมากอยู่ในเกรด A คือดำเนินการทุกด้านสูงกว่าที่มาตรฐานทางกฎหมายกำหนด จะได้สิทธิพิเศษในการเร่งพิจารณาในการต่อใบอนุญาตต่างๆ โดยเกณฑ์ดังกล่าวจะเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาก่อนประกาศใช้ภายในเดือน มี.ค.นี้
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ทั่วประเทศประมาณ 70,000 แห่ง ใช้ไฟฟ้าในการดำเนินงาน 12,000 เมกกะวัตต์ต่อวัน ซึ่งหากทั้งหมดให้ความร่วมมือลดการใช้พลังงานลง 10% ก็จะสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 1,200 เมกะวัตต์ต่อวัน
ทั้งนี้ กระทรวงยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนการร่วมมือให้โรงงาน รวมถึงการรณรงค์การประหยัดพลังงานมากขึ้น เบื้องต้นจะทำคู่มือแจกกว่า 50,000 เล่ม ให้ทุกโรงงาน ขอความร่วมมือต่างๆ ตลอดจนเปิดให้ร่วมโครงการเปลี่ยนหลอดผอมประหยัดไฟ โดยใช้เงินจากโครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน (เอสโค ฟันด์) เข้ามาสนับสนุน จำนวน 5 ล้านหลอด
ด้านนายประภาส คล้ายศรี ผู้อำนวยการ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน กล่าวว่า นิคมฯบางชันอยู่ใกล้เขตเสี่ยงที่ไฟตะตก จากที่ฮอต สแตนบาย เหลือต่ำราว 700 เมกะวัตต์ ทำให้ผู้ประกอบการในนิคมฯเกิดความกังวล สอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก
ทางนิคมฯบางชันจึงชี้แจงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการยืนยันจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ หากโรงงานอุตสาหกรรมให้ความร่วมมือประหยัดไฟฟ้าช่วงวันที่ 5-14 เม.ย.ที่มีความเสี่ยงที่ไฟฟ้าจะขาดแคลน และสัปดาห์หน้าจะเชิญการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ซึ่งเป็นผู้จ่ายไฟให้นิคมฯ มาสร้างความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการณ์ถึงสถานการณ์รวมถึงแนวทางการรับมือด้วย
ลดราคาน้ำมันแค่ 20 สต.
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุม กบง. เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 20 สตางต์ (สต.)/ลิตร ทุกชนิด ยกเว้นแก๊สโซฮอล์ อี20 และดีเซลเพิ่มอัตราการจัดเก็บ 40 สต./ลิตร เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงต่อเนื่องมีโอกาสที่เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อลดภาระติดลบรายวันลงได้ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับลดลงได้ลิตรละ 20 สต. ยกเว้นดีเซลไม่เปลี่ยนแปลง มีผลวันที่ 28 ก.พ. ในขณะที่การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของแก๊สโซฮอล์ อี20 ครั้งนี้จะทำให้มีราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 91 เพียง 2.80 บาท/ลิตร จากเดิมที่เคยถูกกว่า 3 บาท/ลิตร
หารือการค้าไทยบาห์เรน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้หารือกับนายฮัสซัน บิล อับดุลลา ฟาโครห์ รมว.อุตสาหกรรมและการค้าประเทศบาห์เรน โดยจะได้ติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการทำความมั่นคงทางอาหารในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาลระหว่างรัฐบาลไทยกับบาห์เรน ซึ่งไทยได้แสดงความมั่นใจในการเป็นคลังอาหารให้กับรัฐบาลบาห์เรนและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพราะรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารผ่านโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก รวมถึงขยายตลาดส่งออกสินค้าฮาลาลเพิ่มขึ้น ส่วนรัฐบาลบาห์เรนต้องการให้ไทยเข้าไปขยายการลงทุนและการค้า และใช้บาห์เรนเป็นประตูการค้าเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งการเชื่อมโยงไปยังซาอุดีอาระเบียและกาตาร์
เกษตรฯ นัดถกราคาอ้อยศุกร์นี้
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สมาคมชาวไร่อ้อยมาทวงถามกรณีที่จะให้กระทรวงอุตสาหกรรมกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจ่ายเงินเพิ่มให้ชาวไร่อ้อยตันละ 250 บาท ซึ่งในวันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมไม่สามารถเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ก.พ. ได้ เพราะขั้นตอนไม่ครบ ซึ่งได้ประสานงานกับ รมว.อุตสาหกรรม นัดแกนนำชาวไร่อ้อยไปหารือที่กระทรวงอุตสาหกรรมในวันศุกร์ที่ 1 มี.ค. 2556 นี้เพื่อสรุปข้อเสนอต่อ ครม.อีกครั้ง
นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 กล่าวว่า จากการหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ได้ข้อยุติว่าชาวไร่อ้อยจะขอเพิ่มเป็น 165 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกษตรกรรับได้ ซึ่งหาข้อสรุปเสนอต่อที่ประชุม ครม.ในวันที่ 5 มี.ค.นี้ ซึ่งหากในวันดังกล่าวยังไม่มีการเสนอ ครม.ก็คาดว่าเกษตรกรชาวไร่อ้อยอาจต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน
ยอดตู้สินค้าท่าเรือกรุงเทพพุ่ง
ร.ต.ทรงธรรม จันทประสิทธิ์ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนของปีงบประมาณ 2556 คือ เดือน ต.ค. 2555ม.ค. 2556 ท่าเรือกรุงเทพมีปริมาณการขนส่งสินค้าประมาณ 4.8 แสนทีอียู เฉลี่ย 1.2 แสนทีอียูต่อเดือน คาดว่ารวมทั้งปีจะมีปริมาณการขนส่งตู้สินค้าประมาณ 1.4 ล้านทีอียู สูงกว่าขีดความสามารถของท่าเรือคลองเตยที่รองรับได้ 1.34 ล้านทีอียูต่อปี ทั้งนี้ปริมาณการขนส่งสินค้าในปีนี้ถือว่าสูงกว่าปี 2555 ที่มีการขนส่งสินค้าประมาณ 1.26 ล้านทีอียู เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในเดือน ต.ค.ธ.ค. 2554 ต่อเนื่องถึงเดือน ม.ค. 2555 อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณการขนส่งสินค้าเกินขีดความสามารถ แต่มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับการให้บริการที่ท่าเรือกรุงเทพแน่นอน เพราะได้พยายามบริหารจัดการเครนยกตู้คอนเทนเนอร์ให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรักษาเครื่องมือต่างๆ ไม่ให้ชำรุดเสียหายและการบริหารจัดการหลังท่าไม่ให้มีความแออัด สินค้าผ่านเข้าออกได้อย่างคล่องตัว
ขณะนี้ กทท.ได้บริษัทที่ปรึกษาเข้ามาศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพใหม่แล้ว โดยจะใช้เวลาศึกษา 300 วัน หลังจากนั้นจึงจะทราบรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพไปในรูปแบบใด และใช้งบประมาณเท่าไร เบื้องต้นจะพัฒนาพื้นที่ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันทั้งในส่วนของท่าเรือและศุลกากร ประมาณ 800 ไร่เป็นหลัก แต่จะมีการศึกษาพื้นที่รอบนอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ และที่อยู่อาศัยของประชาชน ซึ่งใช้พื้นที่ของ กทท.ด้วย
ยอดการรับจำนำหัวมันสด 4 ล้านตันเศษ
นายอนันต์ ลิลา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตาม กำกับดูแลแก้ไขปัญหาการรับจำนำสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาล กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2555/2556 โดยมีระยะเวลารับจำนำตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 255531 มี.ค. 2556 ระยะเวลาไถ่ถอนภายใน 3 เดือน นับถัดจากเดือนที่รับจำนำ โดยมีเป้าหมายปริมาณการรับจำนำหัวมันสดทั้งสิ้น 10 ล้านตัน ผลการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2555/2556 ขณะนี้มียอดการขึ้นทะเบียนในระบบแล้ว 496,587 ครัวเรือน ออกใบรับรองให้เกษตรกรแล้ว 466,969 ครัวเรือน ปริมาณการรับจำนำหัวมันสดขณะนี้รวม 4.8 ล้านตัน







