
ทันสถานการณ์
กนอ.เตรียมรับมือวิกฤตไฟฟ้า
กนอ.เตรียมรับมือวิกฤตไฟฟ้า
วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวถึงแผนการรับมือสถานการณ์ไฟฟ้าว่า จะขอความร่วมมือผู้ประกอบการนิคมฯ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ให้จัดทำแผนเลื่อนการผลิต ลดใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาวันที่ 5 เม.ย. ซึ่งตรงกับช่วงที่คาดว่าอาจจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด และช่วงวันที่ 8-10 เม.ย. 2556 ในช่วงเวลา 13.00-15.00 น. ทั้งนี้มีความเป็นห่วงนิคมอุตสาหกรรมบางชันมาก เพราะอยู่ใกล้บริเวณพื้นที่เสี่ยงไฟตก 3 จุดของกรุงเทพฯ (ลาดพร้าว รัชดา บางกะปิ)
ทั้งนี้ นิคมฯ แต่ละแห่งคาดว่าจะใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 80-150 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้มีนิคมฯ เปิดดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 37 นิคมฯ คิดเป็น 15% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดทั่วประเทศที่ 2.6 หมื่นเมกะวัตต์
) ดังนั้นกนอ.จึงจะติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโรงงานที่ขณะนี้ดำเนินกิจการอยู่ 81 แห่งและส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอาหาร
"เชื่อว่าผู้ประกอบการจะให้ความร่วมมือในการจัดแผนลดการใช้ไฟฟ้า เช่น เลื่อนการผลิตไปในช่วงอื่นแทนช่วงเวลาดังกล่าว เพราะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยแผนดังกล่าวกนอ.จะประสานกับกฟผ. และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 มี.ค. 2556 ส่วนในเขตประกอบการอุตสาหกรรม หรือสวนอุตสาหกรรม คงต้องประสานงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม" นายวีรพงศ์ กล่าว
ขณะเดียวกันกนอ. จะเปิดศูนย์วอร์รูม ในวันที่ 18 มี.ค.2556 นี้ เพื่อให้บริการกับผู้พัฒนาและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ในการติดตามรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นและอาจจะได้รับผลกระทบในช่วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ ในที่ประชุมผู้ประกอบการได้มีการสอบถามข้อมูลกันเป็นอย่างมาก โดยระบุว่าขณะนี้เริ่มมีลูกค้าจากต่างประเทศเริ่มสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้น และมองว่าเรื่องดังกล่างเป็นปัญหาระดับชาติที่มีความเสี่ยงต่อการค้าและการลงทุนจึงต้องการให้ กฟผ. ยืนยันจะดูแลเรื่องนี้ใหัมีเสถียรภาพ ไม่เกิดเหตุไฟฟ้าดับ โดยผู้ประกอบการพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
นายธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ.กล่าวว่า ในวันนี้-27ก.พ. 2556 จะหารือร่วมกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอิสระรายใหญ่(ไอพีพี)เพื่อมาดูแผนการผลิตให้พร้อมในการรับมือ และวันที่ 5 มี.ค.จะหารือร่วมกับ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อพิจารณาถึงแผนต่างๆ ในรายละเอียดอีกครั้ง
แนะลดเสี่ยงค้าขายญี่ปุ่น
ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถึงผลกระทบจากค่าเงินเยนที่ปรับตัวอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ นักธุรกิจไทยควรบริหารความเสี่ยงจากการปรับตัวของค่าเงิน โดยการซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Contract) จากธนาคารพาณิชย์ พร้อมกับขยายการลงทุนไปประเทศใกล้เคียง เช่น พม่า เวียดนาม เพื่อลดต้นทุนการผลิต และนักธุรกิจไทยควรที่สร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มความนิยมในตัวสินค้าไทยอย่างยั่งยืน
ตั้งศูนย์ขนส่งต่อเนื่อง
ธีระพงษ์ รอดประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เผยว่า กระทรวงอยู่ระหว่างเตรียมจัดตั้งศูนย์ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบแห่งชาติ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณปี 2557 ในการจ้างที่ปรึกษาศึกษารายละเอียดในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการการจราจรและโลจิสติกส์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้ ศูนย์ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบแห่งชาติจะช่วยเป็นศูนย์กลางของข้อมูลในการจัดสรรเรื่องการจราจรและโลจิสติกส์ที่ตรงตามความต้องการให้หน่วยงานรัฐและเอกชนได้ตรงจุด เช่น บริษัท ขนส่ง (บ.ข.ส.) ปัจจุบันได้รับข้อมูลจากหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนล้วนมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง หากจัดตั้งศูนย์ข้อมูลการจราจรแล้วจะสามารถคัดกรองข้อมูลรถโดยสารประจำทางและปริมาณจราจรให้ บ.ข.ส.ได้โดยตรง
นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะได้รับข้อมูลเรื่องความเร็วของรถทุกประเภท เพื่อการติดตามการตรวจจับและลงโทษเปรียบเทียบปรับได้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันทางกองบังคับการตำรวจจราจรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รับข้อมูลเรื่องการบริหารงานในพื้นที่ปริมาณการจราจรติดขัดได้โดยง่ายด้วย ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะมีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพในการบริหารการจัดการขนส่งและทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการทั้งรัฐและเอกชน
“ขณะนี้อยู่ระหว่างวางแผนในการจัดตั้งศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล เพราะเห็นว่า ปัจจุบันมีผู้ให้บริการระบบจีพีเอส ติดตามรถ ติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือซีซีทีวีจำนวนมาก แต่ข้อมูลที่ได้อาจไม่ตรงกับความต้องการ หรือไม่ตรงจุด ทำให้หน่วยงานรัฐและเอกชนจะต้องสิ้นเปลืองในการจ่ายค่าใช้บริการจำนวนมาก ดังนั้น การจัดตั้งศูนย์ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบแห่งชาติ จะเป็นศูนย์รวมที่เก็บข้อมูลทั้งหมด ที่จัดส่งข้อมูลตรงความต้องการของผู้ใช้บริการ ส่วนจะมีการคิดค่าบริการ หรือจะบริหารอย่างไร จะต้องให้ที่ปรึกษาคิดวางแผนต่อไป” นายธีระพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม myh’กระทรวงจะประสานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจกรรมโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเจรจาลดค่าใช้จ่ายเรื่องข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ







