
นับหนึ่งยกเครื่องการพัฒนาปาล์มน้ำมันทั้งระบบ
โดย...สิทธินี ห่วงนาค
โดย...สิทธินี ห่วงนาค
ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ เป็นวาระประจำที่รัฐต้องหามาตรการแก้ไขต่อเนื่องมาตลอด และความพยายามครั้งล่าสุด คือ การที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ขึ้นมาเพื่อดูแลปาล์มน้ำมันเป็นการเฉพาะเหมือนอ้อยและยางพารา โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การเตรียมการรับมือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่เกษตรกรไทยถือว่าเสียเปรียบประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศผู้ผลิตรายใหญ่
ยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการดูแลเกษตรกรและพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มของไทยทั้งระบบ จึงเห็นว่าควรจะมีการทำกฎหมายขึ้นมาบริหารจัดการปาล์มน้ำมันเป็นการเฉพาะ จึงเป็นที่มาของแนวคิดยกร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. ... ซึ่งก่อนการร่าง พ.ร.บ.จะศึกษาระเบียบกฎหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และศึกษาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเป้าหมายสำคัญ คือ ความยั่งยืนของอาชีพเกษตรกร ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้จัดทำรายละเอียดเพื่อของบประมาณจาก กนป.จำนวน 5 ล้านบาท เพื่อยกร่างกฎหมาย โดยคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ให้มาจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยมีรูปแบบเหมือนกับกฎหมายของกลุ่มอ้อยและน้ำตาลทราย ที่จะมีบอร์ดบริหารเป็นการเฉพาะดูแลสัดส่วนระหว่างน้ำมันเพื่อการบริโภคและพลังงานให้สมดุลกัน
สำหรับสาระสำคัญที่จะให้อยู่ในกฎหมายนั้น เกษตรกร โรงกลั่น โรงงานสกัด กระทรวงพลังงาน จะไปทำข้อมูลของแต่ละฝ่าย เพื่อนำมาหารือร่วมกันและทำประชาพิจารณ์ ทั้งนี้ประเด็นสำคัญในร่าง คือ การจัดให้มีกองทุนพัฒนาชาวสวนปาล์ม ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาและส่งเสริมการวิจัย โดยรายละเอียดของกองทุนก็ให้แต่ละฝ่ายเสนอมาเช่นกัน
อีกมาตรการที่สำคัญเพื่อพัฒนาวงการปาล์มน้ำมัน คือ การกำหนดคุณภาพผลปาล์มทะลาย ซึ่งในประเด็นนี้ กนป.มีมติให้กระทรวงเกษตรฯ ไปจัดทำอัตราน้ำมันหรือเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการรับซื้อผลปาล์มที่มีคุณภาพที่ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่าอัตราน้ำมันที่ 18% เป็นตัวเลขที่เหมาะสม
ลือชา อุ่นยวง นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สิ่งสำคัญใน พ.ร.บ. คือ การตั้งกองทุนพัฒนาปาล์มน้ำมันฯ โดยเงินกองทุนจะมาก จากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เช่น ภาคเกษตรกรได้เสนอให้มีการเรียกเก็บเงินจากเกษตรกรที่ขายปาล์มได้ในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลกรัม และจากผู้ประกอบการโรงสกัด โรงกลั่น ซึ่งจะไปกำหนดอัตราที่เหมาะสมมาเสนอในชั้นการยกร่างกฎหมาย และจากภาครัฐให้จ่ายเงินอุดหนุนให้กองทุนปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเงินกองทุนจะใช้สำหรับพัฒนาวงการปาล์มน้ำมัน เช่น ส่งเสริมสนับสนุนนักวิจัยในการวิจัยและพัฒนาคุณภาพปาล์ม เป็นต้น







