
สร้างโจทย์ชีวิตที่ต่าง เหมือนการเลือกได้เปรียบ
ทุกวันนี้หลายคนพยายามหาตำรา Know How เกี่ยวกับหลักการสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่พอเอาเข้าจริง มันไม่เข้าท่า คือ ใช้ไม่ได้จริงว่างั้น ...ครับ Trend การรวยเร็ว ลดน้ำหนักเร็ว สำเร็จข้ามคืน ฮึม++ ไอ้สำเร็จข้ามคืน คงต้องสำเร็จอย่างอื่นนะ อิอิ
ทุกวันนี้หลายคนพยายามหาตำรา Know How เกี่ยวกับหลักการสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่พอเอาเข้าจริง มันไม่เข้าท่า คือ ใช้ไม่ได้จริงว่างั้น ...ครับ Trend การรวยเร็ว ลดน้ำหนักเร็ว สำเร็จข้ามคืน ฮึม++ ไอ้สำเร็จข้ามคืน คงต้องสำเร็จอย่างอื่นนะ อิอิ
วันก่อนไปทานข้าวกับกลุ่มเพื่อนนักเรียน ผมเรียนที่เซนต์คาเบรียล ชายล้วน และรุ่นผมเป็นรุ่นลิงโลด เพราะส่วนใหญ่ในชั้นจะเกิดปีลิง วันนี้คนอายุ 30 ต้นๆ กำลังถูกท้าทายด้วยคำถามต่างๆ ในสมัยก่อน จะมีศัพท์บัญญัติเรื่องของวิกฤตกลางชีวิตว่า MidLife Crisis คือ ชีวิตเดินมาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ดึงจิตมากๆ ประมาณว่าจิตตกมหาศาล
“แล้วไงล่ะ ใครๆ ก็จิตตกทั้งนั้นแหละ” ...แต่เคยถามไหมว่า สาเหตุหลักๆ ของจิตที่มันตกเอาๆ มันมีเหตุมาจากอะไร
ผมถามหน่อยว่า วันนี้มองไปรอบๆ ตัว คุณลองหาคนที่ไม่จบปริญญาซิ ใช่!! แทบหาไม่ได้ ดังนั้นแน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกคนฉลาดและเก่งขึ้น การที่เราจะประสบความสำเร็จ มันไม่ใช่การที่เราเรียนหนังสือ หรือไม่เรียนอีกต่อไป เพราะเดี๋ยวนี้เรียนจบกันเกือบทุกคนที่คุยกับเพื่อนๆ วันนี้หลายๆ คน เรียนหลายปริญญาแล้ว แต่ขาดอย่างเดียวคือ “งาน” ประมาณว่าเรียนเยอะจัด ความสามารถและอีโก้เกินทางที่ทำ จึงตกงาน!!
“คำถามจริงๆ คือ แล้วเราจะมีแต้มต่อเหนือกว่าคนอื่นได้อย่างไร ทำอย่างไร เราจะทำเงินมากกว่า เด่นกว่า ดังกว่า ดีกว่า”
จริงๆ ผมว่าทุกคนตอบได้ เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่า คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่รวย ดังนั้น วิธีการง่ายๆ ที่ทำให้สำเร็จและรวยก็คือ เริ่มจาก “ยืนและเดินในจุดที่แตกต่าง” ...โถ่เอ๋ย!! แตกต่างใครๆ ก็พูดแบบนี้ แต่ถามจริงๆ เถอะ จะมีสักคนที่ไม่ได้แค่คิด แต่ลงมือทำให้แตกต่างจริงๆ
ครับ!! ผมล่ะคนหนึ่ง ...ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ผมคิดตลอดว่า ไอ้หน้าอย่างเรา มันก็ไม่ได้แตกต่างจากเพื่อนๆ ร่วมชั้น แต่จะทำอย่างไรให้เราโดดเด่นนั่นแหละ ที่มาของการทำอะไรแตกต่าง ผมนั่งลิสต์ออกมาเลยว่า อะไรที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำนั่นแหละ ที่ผมเลือกทำมันเริ่มตั้งแต่ตอนเข้า ม.4 ผลการเรียนผมเรียนสายวิทย์ได้อย่างสบาย แต่ผมเลือกเข้าเรียนสายศิลป์ ซึ่งผลก็คือผมเป็นหัวหมาแทนที่จะเป็นหางราชสีห์ตั้งแต่อยู่สายศิลป์ ผมเขยิบจากนักเรียนกลางๆ กลายเป็นท็อปของห้อง เพราะผมเรียนในห้องที่คนส่วนใหญ่สอบสายวิทย์ไม่ได้คือ เรียนค่อนข้างอ่อนนั่นแหละ ...ผลก็คือผมเรียนด้วยความชิล แถมได้กลายเป็นจุดเด่น หลังจากนั้นผมถูกเลือกเป็นหัวหน้าห้อง ...จนในที่สุดจุดเปลี่ยนอีกครั้ง มันมาจากผมเลือกที่จะไปสอบ AFS นักเรียนแลกเปลี่ยน คนส่วนใหญ่เลือกอเมริกา แต่ผมเลือกออสเตรเลีย
หลังจาก AFS หนึ่งปีในออสเตรเลีย ผมกลับมาเรียนซ้ำชั้นหนึ่งปี กับรุ่นน้องผลก็คือ ผมทั้งแก่และแตกต่าง นั่นแหละ ที่ทำให้ผมได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน ผมทำแต่กิจกรรม ไม่เรียน แต่ผลการเรียนก็ออกมาดี เพราะภาษาผมดีโดยไม่ต้องอ่านหนังสือ แล้ววันเอนทรานซ์ก็มาถึง ผมเข้าสอบโดยไม่อ่านหนังสือแล้ว สอบติดอันดับหนึ่งที่เลือกคือ บริหารธุรกิจธรรมศาสตร์นั่นแหละ เพราะภาษาอังกฤษโดยแท้และมันก็มาจาก AFS จากทางเลือกที่แตกต่าง
ครับ!! ในอดีตความแตกต่างทำให้เราได้รับโอกาส แต่สำหรับปัจจุบัน “ความแตกต่าง” มันไม่ใช่ทางเลือก แต่มันกลายเป็นความจำเป็น คิดง่ายๆ อย่างเราไปร้านหนังสือ แล้วหยิบหนังสือ Howto มาสักเล่มหนึ่ง ฟันธงได้เลยว่า สิ่งนั้นมัน Out ไปเรียบร้อย เพราะ Howto ถ้าแปลอีกอย่างก็คือ Metoo คือ “เราทำบ้าง” จะเห็นได้ว่า ธุรกิจอะไรก็ตามที่มี Howto แล้วเราเปิดตาม โอกาสเจ๊งสูง เช่น ร้านกาแฟ ดังนั้น การเริ่มต้นหาโอกาส หาไอเดียใหม่ๆ มันอาจจะเริ่มจากการที่เราแค่เดินเข้าไปร้านหนังสือ ไปดูว่า วันนี้เขาฮิตอะไร Trend อะไรมา เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่า ไม่ควรทำอะไรนั่นแหละ
ทุกอย่างผมว่า มันมีร่องรอยแห่งการเดินทาง และ “ทางเลือก” ก็คือ สิ่งหนึ่งที่กำหนดทางเดิน แล้วคุณล่ะ







