
อสังหาริมทรัพย์ ภาคสนามกอล์ฟ
เปิดต้นปีใหม่ 2556 แฟนกีฬากอล์ฟในประเทศไทยได้เฮกับสองสาวน้อยพี่น้อง โมเม โมรียา และเอรียา จุฑานุกาล ที่สร้างผลงานติดอันดับ 3 และ 2 ของกอล์ฟรายการใหญ่ที่แคนเบอร์รา (Canberra) และพัทยา ตามลำดับ
เปิดต้นปีใหม่ 2556 แฟนกีฬากอล์ฟในประเทศไทยได้เฮกับสองสาวน้อยพี่น้อง โมเม โมรียา และเอรียา จุฑานุกาล ที่สร้างผลงานติดอันดับ 3 และ 2 ของกอล์ฟรายการใหญ่ที่แคนเบอร์รา (Canberra) และพัทยา ตามลำดับ
สนามกอล์ฟนับเป็นอสังหาริมทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่มีการพัฒนามาตามความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจในประเทศ ในช่วงเกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อไตรมาสสุดท้าย ปี 2554 สนามกอล์ฟหลายแห่งในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑลก็พลอยได้รับความเสียหายไปด้วยไม่น้อย จนถึงวันนี้กิจการสนามกอล์ฟหลายแห่งฟื้นแล้ว แต่อีกบางแห่งก็ยังไม่สามารถประคองตัวได้
ณ สิ้นปี 2555 ทั่วประเทศไทยมีสนามกอล์ฟอยู่รวมทั้งหมด 251 สนาม อยู่ในเขตกรุงเทพฯปริมณฑล 53 สนาม ภาคกลาง 60 สนาม ภาคตะวันออก 30 สนาม ภาคเหนือ 38 สนาม ภาคอีสาน 42 สนาม และภาคใต้ 28 สนาม
จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย มีเพียง 12 จังหวัดที่ไม่ปรากฏว่ามีสนามกอล์ฟเลย คือ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย หนองบัวลำภู บึงกาฬ มหาสารคาม ตราด สมุทรสงคราม สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง ปัตตานี และสตูล
ชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีสนามกอล์ฟมากที่สุด คือ มี 20 สนาม รองลงมาได้แก่ กรุงเทพฯ 17 สนาม ปทุมธานี 13 สนาม
มี 4 จังหวัดที่มีจังหวัดละ 11 สนาม คือ สมุทรปราการ เชียงใหม่ กาญจนบุรี และนครราชสีมา
นครปฐมและประจวบคีรีขันธ์มีจังหวัดละ 8 สนาม ตามด้วย ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น ระยอง สงขลา และเพชรบุรี มีจังหวัดละ 7 สนาม ดังนั้น พื้นที่รอยต่อประจวบคีรีขันธ์กับเพชรบุรีจึงมีรวมกัน 15 สนาม
ภูเก็ตและนครนายกมีจังหวัดละ 6 สนาม เชียงรายมี 5 สนาม มี 3 จังหวัด ซึ่งมี 4 สนาม และ 6 จังหวัด ซึ่งมี 3 สนาม กับ 14 จังหวัด ซึ่งมี 2 สนาม และอีก 24 จังหวัด ซึ่งมีสนามเดียว
จากสนามกอล์ฟทั้งสิ้น 251 สนามนั้น มีตั้งแต่สนาม 9 หลุม 18 หลุม 27 หลุม และ 36 หลุม โดยส่วนใหญ่คือ 142 สนาม มีสนามละ 18 หลุม รองลงมามี 86 สนาม ซึ่งมีสนามละ 9 หลุม ที่เหลืออีก 16 สนาม มีสนามละ 27 หลุม และมีเพียง 7 สนาม ซึ่งมีมากถึง 36 หลุม
สนามที่มีมากถึง 36 หลุมนั้น อยู่ในชลบุรี 2 สนาม ที่เหลืออยู่ในอีก 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และภูเก็ต
จากตัวเลขการเก็บภาษีสรรพสามิตสนามกอล์ฟ ซึ่งรวมค่าสนามกอล์ฟ ค่ากรีนฟี ค่าแพ็กเกจต่างๆ พบว่าในระหว่างปี 2552-2555 มียอดเงินภาษีจากสนามกอล์ฟปีละประมาณ 420-500 ล้านบาทจากทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่หรือเกือบครึ่ง คือประมาณ 200-220 ล้านบาท เก็บได้จากสนามกอล์ฟในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล ส่วนภูมิภาคอื่นๆ นั้นอาจจะไกลหูไกลตาไปสักหน่อย หรือกิจการไม่ดีเท่าจึงเก็บได้น้อยกว่ามาก
สนามกอล์ฟในประเทศไทย ซึ่งมีถึง 251 แห่งนั้น เป็นสนามที่เปิดใหม่ในรอบ 4 ปีล่าสุดเพียง 4 สนาม คือ ในปี 2552 เปิดใหม่สนามเดียว ในปี 2553 เปิดใหม่ 2 สนาม และในปี 2554 และ 2555 เปิดใหม่ปีละสนามเดียว โดยสนามที่เปิดใหม่ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วอยู่ใน จ.ระยอง
ส่วนสนามกอล์ฟที่เก่าแก่มากๆ ซึ่งเปิดก่อนปี 2500 ได้แก่ สโมสรยิมคานาที่เชียงใหม่ ราชกรีฑาสโมสรที่กรุงเทพฯ สนามกอล์ฟหลวงหัวหินที่ประจวบคีรีขันธ์ สโมสรกอล์ฟดุสิตที่กรุงเทพฯ สนามกอล์ฟกองทัพบกที่อุดรธานี สนามรำไพพรรณีที่จันทบุรี และสนามกอล์ฟกานตรัตน์ที่กรุงเทพฯ
สนามกอล์ฟในประเทศไทยมีมากถึง 251 สนามก็จริง แต่หากดูตัวเลขสนามกอล์ฟในสหรัฐอเมริกาแล้วต้องอึ้ง เพราะมีมากกว่า 1.7 หมื่นสนามทั่วประเทศ หรือเฉลี่ยมลรัฐละมากกว่า 300 สนาม โดยฟลอริดารัฐเดียวมีมากกว่า พอนต์ สนาม แคลิฟอร์เนียมี 900 กว่าสนาม เทกซัสและนิวยอร์กมีรัฐละมากกว่า 800 สนาม
ส่วนในเอเชียใกล้ๆ เรา ญี่ปุ่นมีประมาณ 2,500 สนาม จีนน่าจะมีมากกว่า 600 สนามแล้ว และสิงคโปร์มีเพียง 20 กว่าสนาม
นอกจากจะให้บริการนักกอล์ฟอาชีพและสมัครเล่นชาวไทยแล้ว กอล์ฟยังเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ทำเงินเข้าประเทศได้จากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งมีกรุ๊ปทัวร์มาตีกอล์ฟในประเทศไทยโดยเฉพาะ ดังนั้น ธุรกิจสนามกอล์ฟจึงควรพัฒนาและได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาไปสู่การให้บริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต







