
คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเอกชนเป็นผู้นำ
ในการปรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในอีกระยะ 5 ปีต่อจากนี้ (2556-2560) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ยกเลิกการส่งเสริมตามเขตพื้นที่หรือโซนนิง ไปเป็นการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาค เพื่อส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมยุทธศาสตร์ของประเทศ
ในการปรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในอีกระยะ 5 ปีต่อจากนี้ (2556-2560) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ยกเลิกการส่งเสริมตามเขตพื้นที่หรือโซนนิง ไปเป็นการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาค เพื่อส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมยุทธศาสตร์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้เกิดคลัสเตอร์ได้นั้น อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า เอกชนต้องเล่นบทบาทผู้นำในการริเริ่มรวมกลุ่มจับมือกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจ โดยรัฐจะถอยมาทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน ซึ่งแนวทางใหม่นี้จะทำให้คลัสเตอร์เกิดขึ้นง่ายกว่า
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการบีโอไอ ยอมรับว่า แนวทางนี้อาจจะมีปัญหาติดขัดในทางปฏิบัติบ้าง ดังนั้นในช่วงแรกของการใช้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมตามแนวทางใหม่ ซึ่งมีกำหนดจะประกาศเป็นทางการภายในปีนี้ บีโอไอจะเน้นให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการเริ่มดำเนินการแล้ว หรือมีศักยภาพที่จะเกิดขึ้นได้ก่อน เพื่อให้เป็นตัวอย่างให้กลุ่มธุรกิจเห็นว่ามีสิทธิประโยชน์ใดเกิดขึ้นจากการรวมตัวบ้าง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มอื่นๆ ตามมา
“สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการที่เข้าข่ายได้รับการส่งเสริมจะได้รับนั้น ผู้ประกอบการได้รับในภาพรวมก็จะมากกว่าการให้การส่งเสริมรายกิจการ เพราะนอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังมีส่วนที่ทางการจะเข้าไปส่งเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ หากรวมตัวกันแล้วก็คุ้มค่าที่รัฐจะลงทุนสร้างห้องแล็บทดสอบยานยนต์ เป็นต้น” อุดม กล่าว
การรวมตัวเป็นคลัสเตอร์ ยังส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยและพัฒนา (R&D) มากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการปิดช่องว่างให้กับบางธุรกิจที่เดิมไม่อยู่ในบัญชีที่ได้รับการส่งเสริม แต่เมื่อถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคลัสเตอร์ก็จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนด้วย
“อุตสาหกรรมที่บีโอไอมองเห็นว่ามีศักยภาพและเป็นเป้าหมายที่จะได้รับการส่งเสริมให้เกิดเป็นคลัสเตอร์ในภูมิภาคได้ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซอฟต์แวร์ และพลาสติกที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง” อุดม กล่าว
การรวมตัวเป็นคลัสเตอร์ เป็นแนวทางที่เพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มมูลค่าให้สินค้า จากเดิมที่ผู้ประกอบการต่างคนต่างทำธุรกิจแยกกันแข่งขันไม่มีการเชื่อมต่อ แต่เมื่อรวมตัวเป็นคลัสเตอร์อยู่ในพื้นที่เดียวกันแล้ว จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพราะประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการรวมตัวช่วยให้ต้นทุนลดลง อีกทั้งภาครัฐยังสามารถดูแลเรื่องการประกอบกิจการที่อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ทำให้กิจการมีการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
สำหรับแนวทางผลักดันให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมนั้น อุดม กล่าวว่า จะมาจาก 2 ทาง คือ เอกชนรวมตัวกันและเข้ามาขอรับการส่งเสริม และภาครัฐกำหนดพื้นที่ที่ให้การส่งเสริมและเชิญชวนเอกชนออกไปลงทุน เช่น พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือชายแดนอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นชายแดน อ.แม่สอด อ.เชียงของ จ.เชียงราย หรือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งพื้นที่เหล่านี้โครงสร้างพื้นฐานอาจจะยังไม่ดี ถ้าให้เอกชนเริ่มลงทุนเองจะต้นทุนสูงและเกิดได้ยาก
เลขาธิการบีโอไอ ยังกล่าวถึงอีกประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากหันมาส่งเสริมเป็นคลัสเตอร์จะทำให้เกิดการกระจุกตัวของการลงทุนว่า แนวทางการส่งเสริมใหม่น่าจะสามารถทำให้เกิดการกระจายการลงทุนได้ดีขึ้น เพราะตามแนวทางใหม่ รัฐจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้และยังให้สิทธิประโยชน์ที่จูงใจอีก เหล่านี้น่าจะผลักให้การลงทุนออกสู่พื้นที่ห่างไกลมากขึ้น







