
วัสดุตกแต่งแห่ลุยอาเซียน
กรีนแลมเอเชียฯขยายตลาด 5 ประเทศวีซีฯร่วมทุนพม่าทำซอฟต์เฟอร์นิเจอร์
กรีนแลมเอเชียฯขยายตลาด 5 ประเทศวีซีฯร่วมทุนพม่าทำซอฟต์เฟอร์นิเจอร์
กลุ่มสินค้าวัสดุตกแต่งบ้าน กรุยทางลุยตลาดอาเซียนรับเปิดเออีซี พร้อมขยายฐานสู่รายย่อย
นายดิษฐกาน ทิพวัลย์ ประธานบริษัท กรีนแลม เอเชีย แปซิฟิค (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจำหน่ายแผ่นลามิเนตปิดผิวกรีนแลมจากประเทศอินเดีย กล่าวว่า บริษัทมีแผนขยายตลาดไปยัง 5 ประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา และมาเลเชีย โดยจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางที่จะแยกจากสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาตั้งโรงงานผลิตแผ่นลามิเนต ด้วยงบลงทุน 1,500 ล้านบาท เพื่อรองรับการทำตลาดในอาเซียนที่จะเติบโตขึ้นหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
แผ่นลามิเนตสำหรับปิดผิวกรีนแลมสำหรับงานตกแต่งบ้านอาคาร เริ่มเข้ามาทำตลาดในไทยเป็นเวลา 3 ปี มียอดขายที่เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยในปีแรกคือปี 2553 มียอดขาย 200 ล้านบาท ในปี 2554 มียอดขาย 290 ล้านบาท แม้ว่าในช่วงปลายปีจะมีผลกระทบจากน้ำท่วม และในปีที่ผ่านมามียอดขาย 450 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ทั้งปีไว้ที่ 750 ล้านบาท ซึ่งไทยถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในเอเชียของกรีนแลม
สำหรับแผนการตลาดเพื่อให้ได้รายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ บริษัทจะขยายฐานตลาดลูกค้ารายย่อยให้มากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาจะเน้นการทำตลาดผ่านกลุ่มผู้รับเหมา มัณฑนากร และโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยเตรียมงบการตลาด 50 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ในตัวสินค้า และสร้างแบรนด์กรีนแลมให้ผู้บริโภคได้รู้จักมากขึ้น
นายดิษฐกาน กล่าวอีกว่า ปัจจุบันตลาดวัสดุปิดผิวลามิเนตมีมูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10% ในขณะที่บริษัทมีสัดส่วนอยู่ที่ 35% และจะเพิ่มเป็น 45% หากสามารถขายได้ตามเป้า 750 ล้านบาท โดยล่าสุดได้จัดแคมเปญ GREENLAM แจกโชคใหญ่รวมรางวัลมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท เพราะกระตุ้นการขายในกลุ่มผู้รับเหมาและมัณฑนากร
ด้านนายวิบูลย์ วรดิษฐกิตติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีซี แฟบริค เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนกับนักลงทุนชาวพม่า 2 ราย เพื่อเปิดตลาดซอฟต์เฟอร์นิเจอร์ เช่น ผ้าม่านและวอลเปเปอร์ในประเทศพม่า เนื่องจากเป็นตลาดที่มีโอกาสในการขยายตัวสูง และกำลังมีงานก่อสร้างโครงการต่างๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก
ขณะที่ผู้ประกอบการซอฟต์เฟอร์นิเจอร์ในพม่ายังมีน้อยมาก ส่วนกลุ่มนักลงทุนที่บริษัทเจรจาอยู่ด้วยนั้น เป็นกลุ่มที่อยู่ในแวดวงออกแบบและตกแต่งที่เน้นรับงานโครงการต่างๆ โดยจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 2 นี้
ทั้งนี้ หากแผนร่วมทุนสำเร็จตามเป้าหมาย ยอดส่งออกจะต้องเพิ่มขึ้น 35 เท่าตัว จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 10% ของยอดขาย หรือประมาณ 50 ล้านบาท ส่วนตลาดในไทยจะเน้นขยายสู่ฐาน สู่กลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยการสร้างแบรนด์ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายปีนี้ให้เติบโต 18% จากยอดขายปีที่ผ่านมา 550 ล้านบาท







