posttoday
จับตาบาทแข็งพรวดถึง25

จับตาบาทแข็งพรวดถึง25

21 กุมภาพันธ์ 2556

นายแบงก์ประเมินมาตรการอัดฉีดเงินจากเสาหลักเศรษฐกิจโลก อาจทำให้เงินบาทแข็งพรวด 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แนะป้องกันความเสี่ยง

นายแบงก์ประเมินมาตรการอัดฉีดเงินจากเสาหลักเศรษฐกิจโลก อาจทำให้เงินบาทแข็งพรวด 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แนะป้องกันความเสี่ยง

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารทหารไทย ในฐานะประธานชมรมเอซีไอ ประเทศไทย กล่าวว่า จากภาวะที่ 3 เสาหลักทางเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เติบโตในระดับต่ำและคาดว่าจะต้องใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หรืออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อแก้ปัญหาไปอีกอย่างน้อย 12 ปี ทำให้ค่าเงินบาทจะต้องเผชิญกับการแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

ผู้บริหารธนาคารทหารไทยประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสหลุดระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ในระยะปานกลาง และมีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะแข็งค่าสู่ระดับ 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไม่มากนัก เนื่องจากแข็งค่าในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค ทำให้ผู้ส่งออกไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันอยู่

นายศรัณย์ ประเมินว่า ในระยะสั้นนี้ค่าเงินบาทจะยังเคลื่อนไหวผันผวน เพราะแม้ว่าภาพใหญ่เงินบาทจะอยู่ในขาแข็งค่าขึ้น แต่ระหว่างทางอาจอ่อนค่าลงบ้างเป็นบางช่วง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลว่าทางการไทยอาจออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า (Capital Controls) เพื่อสกัดเงินร้อน

“ช่วงนี้จะเห็นว่าบาทอ่อนค่าจาก 29.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาเป็น 29.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะต่างชาติเริ่มกังวลว่า เราจะออกมาตรการมาสกัดหรือเปล่า หลังจากทางการส่งสัญญาณว่าเป็นห่วงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ชัดเจนขึ้น จึงอยากแนะนำให้ธุรกิจที่มีธุรกรรมระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยง หากใช้เครื่องมือแล้วยังมีกำไรอยู่ ก็ควรล็อกต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนเข้าไปด้วย” นายศรัณย์ กล่าว

นักค้าเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงหลังจากนี้ไปให้จับตาการไหลเข้าออกของเงินทุนจากต่างประเทศทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น โดยในตลาดหุ้นที่ร้อนแรงนั้นควรระวังให้มาก เนื่องจากในช่วงเดือน ม.ค. มีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่พอถึงเดือน ก.พ.แค่ 1819 วัน นักลงทุนต่างชาติมีการขายออกไปแล้วร่วม 1.25 หมื่นล้านบาท

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า รู้สึกสบายใจกับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่คงดอกเบี้ย 2.75% โดยมีมติ 6 ต่อ 1 ไม่เช่นนั้นอาจมีคำถามจากนักลงทุน เพราะการประชุม กนง.รอบนี้มีคนติดตามจำนวนมาก และทุกคนคงอยากเห็นกลไกของการดำเนินนโยบายการเงินบนหลักการและเหตุผลทางวิชาการ

นายเชาว์ กล่าวว่า การคงดอกเบี้ยครั้งนี้ สะท้อน 3 เรื่อง คือ 1.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าดอกเบี้ยไม่เป็นปัจจัยทำให้เงินบาทแข็งค่า 2.ธปท.อาจมีมาตรการรองรับปัจจัยค่าเงิน เพราะสหรัฐและญี่ปุ่นอาจทำการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) เข้าสู่ระบบอีกนาน 3.เศรษฐกิจไทยยังไปได้ดี ไม่มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ย รวมทั้งการพิจารณาเรื่องฟองสบู่

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะมีการหารือเรื่องดอกเบี้ยกับธนาคารกสิกรไทยอีกครั้ง เพราะการคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีการลดดอกเบี้ยอีก ต้องดูสถานการณ์แต่ละครั้งไป

ด้านนายอธิภัทร มุทิตาเจริญ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เดิมธนาคารคาดว่าครึ่งปีแรก กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.5% แต่เมื่อเหลือการประชุม 2 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรก ก็อาจต้องดูอีกครั้งว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยได้มากน้อยเพียงใด

นายอธิภัทร กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ปีนี้ กนง.จะลดดอกเบี้ยลง เพราะสหรัฐและญี่ปุ่นต้องอัดฉีดคิวอีอีกหลายรอบ ซึ่งจะทำให้เงินไหลเข้า การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดันส่วนต่างดอกเบี้ย แม้จะมีการมองว่าในหลายประเทศมีดอกเบี้ยสูงกว่าไทย แต่แรงจูงใจทางด้านเศรษฐกิจและเสถียรภาพในไทยยังดีกว่า

นักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 29.81/83 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากเปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 29.84/86 บาท/เหรียญสหรัฐ เนื่องจาก กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมที่ 2.75% และวันนี้น่าจะเคลื่อนไหวในระดับ 29.8029.90 บาท/เหรียญสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ