
ห่วงเงินทุนไหลเข้าราคาสินทรัพย์ปรับสูงขึ้น
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ออกบทวิเคราะห์ถึงการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.75% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ 6 ต่อ 1 ว่า กนง. ประเมินว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักและการส่งออกจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับเศรษฐกิจโลก สหรัฐและเอเชียยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ยุโรปยังคงอ่อนแออยู่
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ออกบทวิเคราะห์ถึงการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.75% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ 6 ต่อ 1 ว่า กนง. ประเมินว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักและการส่งออกจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับเศรษฐกิจโลก สหรัฐและเอเชียยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ยุโรปยังคงอ่อนแออยู่
ในส่วนของเศรษฐกิจไทยนั้นต้อง จับตาดูการไหลเข้าของเงินทุนทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพการเงิน
ทั้งนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยยังคงมีความเป็นไปได้สูงในปีนี้ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากกว่าที่คาดในไตรมาส 4 ปี 2555 แต่ยังคงมีความเสี่ยจากการส่งออกที่น่าจะยังไม่สามารถขยายตัวได้มากนักจากเศรษฐกิจยุโรปที่ยังไม่มีสัญญาณที่ดีขึ้น รวมไปถึงการเบิกจ่ายของภาครัฐที่อาจมีความล่าช้าได้
นอกจากนี้ จะยังมีแรงกดดันจากเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี จากนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณของสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น
ดังนั้น การลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะช่วยลดแรงกดดันของเงินทุนที่ไหลเข้ามาเพื่อแสวงหากำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และช่วยให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าเงินอื่นๆ ในภูมิภาค พร้อมกับรักษาแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายในประเทศ
ขณะที่ ซู เซียน ลิม นักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี ประเมินว่า มติคงดอกเบี้ยของไทยที่ออกมาถือเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวของ ธปท. ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง เป็นการสะท้อนว่า ธปท. มีอิสระในการดำเนินนโยบาย ซึ่งทำให้ตลาดเงินคลายความวิตกกังวลจากการกดดันของภาครัฐ
ในระยะสั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะพัฒนาดีขึ้น และในท้ายที่สุดช่วงไตรมาส 2 ของปีเป็นต้นไป ไทยจะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.5% เป็น 3.25% ในสิ้นปี







