
GDP ไตรมาส 4 ดีกว่าคาดเพราะอะไร?
GDP ของไทยในไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งรายงานโดยคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันก่อน ขยายตัวถึง 18.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งดีกว่าตัวเลขที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 15.3% ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้
GDP ของไทยในไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งรายงานโดยคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันก่อน ขยายตัวถึง 18.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งดีกว่าตัวเลขที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 15.3% ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้
การที่มีการขยายตัวมากดังกล่าว น่าจะเกิดจากฐานที่ต่ำของไตรมาส 4 ปี 2554 ซึ่งช่วงนั้นไทยเราประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ทำให้ GDP ไตรมาส 4 ปี 2554 ตกลง 10.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2554 และตกลง 9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2553 ในช่วงนั้นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปิดโรงงาน หยุดผลิตไปมากมาย ประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอยลงอย่างมาก นักท่องเที่ยวเปลี่ยนหรือเลื่อนแผนการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย การส่งออกก็หดตัวลงมาอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของการส่งออกโตขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2554 แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2554 มูลค่าการส่งออกลดลง ตามภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจในประเทศหลักๆ ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าเยือนประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 39.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2554 โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 แสนคน หรือขยายตัวถึง 163% ซึ่งสูงกว่าไตรมาส 3 ปี 2554 ขยายตัวถึง 47% ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์จีน เรื่อง “Lost In Thailand” ซึ่งเป็นหนังตลกต้นทุนต่ำ แต่ทำรายได้ Box Office สูงที่สุดในปี 2555 ซึ่งได้ข่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
จริงๆ แล้ว ททท.ควรจะสนับสนุนภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศที่ถ่ายทำในเมืองไทยให้มากขึ้น เมื่อเห็นว่าบางส่วนของภาพยนตร์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น อย่างเช่นที่ประเทศเกาหลี ซึ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเขา ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์ดังกล่าวอยากจะเข้าไปท่องเที่ยวที่เกาหลีและซื้อสินค้าเกาหลีใช้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง
บางฉากในภาพยนตร์เรื่อง Lost In Thailand ได้เข้าไปถ่ายทำใน จ.เชียงใหม่ ปรากฏว่าหลังจากภาพยนตร์ออกฉาย นักท่องเที่ยวจีนที่ปกติจะเที่ยวแค่กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต ก็เริ่มไปท่องเที่ยวที่เชียงใหม่มากขึ้น ยอดจองห้องพักที่เชียงใหม่ดีขึ้นเป็นอันมาก ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจุบันดาราไทยหลายคนก็ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลจากสถาบันภาพยนต์ของจีน ทาง ททท.น่าจะทำโฆษณาโปรโมตการท่องเที่ยง โดยให้ดาราดังกล่าวแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในไทยไปออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ของจีน
ประชากรจีนมีเกือบ 1,400 ล้านคน ขอแค่ 1% ของประชากรจีนก็ปาเข้าไป 14 ล้านคนแล้ว ปี 2555 เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยือนรวมทั้งหมด 22.30 ล้านคน โดยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ มากกว่า 2 ล้านคน ตามมาด้วยมาเลเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ปีที่แล้วอานิสงส์ของโครงการรถคันแรก กอปรกับแรงซื้อที่อัดอั้นมาตั้งแต่ปลายปี 2554 ทำให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศ 1,400,127 คัน และการผลิตรถยนต์ในประเทศ 2,453,717 คัน สร้างสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ และยอดส่งออก 1,053,590 คัน ถ้าดูเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2555 กลุ่มรถยนต์มียอดโตขึ้น 169.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องใช้กำลังผลิตเต็มที่และขยายกำลังการผลิต โดยสร้างโรงงานใหม่เพิ่มเติม เช่น กลุ่มมาสด้า ฮอนด้า เป็นต้น
จริงๆ แล้วในความเห็นส่วนตัวของผม รัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกมาตรการนี้ เพราะว่ายังไงปี 2555 รถยนต์น่าจะขายดี เพราะแรงซื้อที่อั้นมาจากปลายปี 2554 บวกกับความต้องการของปี 2555 สู้นำงบประมาณตรงส่วนนี้ ซึ่งเป็นมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท มาทำโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ๆ จะดีกว่ารถใหม่ในปี 2555 รวมกับรถจองเมื่อปลายปี 2555 ซึ่งจะส่งมอบภายในครึ่งปีแรกปีนี้ จะทำให้รถติดวินาศสันตะโรเพียงไหน ไม่อยากจะคิด ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ใช้ในรถยนต์ทุกคันที่ติดเครื่องจอดรถบนถนนเป็นการสูญเสียค่าใช้จ่ายด้านพลังงานนำเข้าเป็นจำนวนที่มหาศาล ผู้คนต้องใช้เวลาบนท้องถนนนานขึ้น ประสิทธิภาพของคนทำงานและ Logistics ลดลง
ปี 2556 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยคงได้รับผลดีจากการขยายการลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ จะเห็นได้จากยอดขอรับการส่งเสริม BOI สูงมาก และรัฐบาลเองก็ยังมีโครงการ Mega Project มูลค่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทยอยลงทุน ตลาดหุ้นก็ขึ้นมาพอสมควร ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ยอดการใช้จ่ายภายในประเทศ ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ก็ดีขึ้นเป็นอันมาก เศรษฐกิจอเมริกากับจีน เริ่มเห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นก็มีนโยบายเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจ เหลือแต่ยุโรปซึ่งยังไม่ฟื้น แต่ก็น่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว อะไรๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นมาจาก 380.05 จุด เมื่อเดือย พ.ย. 2551 มาถึง 1,523.29 จุด ณ วันที่ 18 ก.พ.ปีนี้ ขึ้นมาแล้วถึง 300.81% หรือเมื่อเทียบกับ 1,391.93 จุด ณ สิ้นปีที่แล้ว SET Index ก็ขึ้นมาแล้ว 9.44%
ผมคาดว่าภายใน 2 อาทิตย์นับจากนี้ เราน่าจะเห็นการปรับตัวของดัชนี SET Index ซึ่งผมคาดว่าจะเกิน 100 จุด ซึ่งก็จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับท่านที่ยังมีพอร์ตการลงทุนว่างอยู่ มาเลือกซื้อลงทุนหุ้นดีในราคาที่เหมาะสม หวังว่าท่านผู้อ่านจะประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ







