
รับเหมา-วัสดุก่อสร้างเมียนมาร์คึกคัก
การปฏิรูปประเทศในทุกมิติของเมียนมาร์ส่งผลให้ภาคการก่อสร้างขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องต่อไป ซึ่งจะเป็นโอกาสการลงทุนสำหรับต่างชาติ รวมทั้งนักลงทุนชาวไทยด้วย
การปฏิรูปประเทศในทุกมิติของเมียนมาร์ส่งผลให้ภาคการก่อสร้างขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องต่อไป ซึ่งจะเป็นโอกาสการลงทุนสำหรับต่างชาติ รวมทั้งนักลงทุนชาวไทยด้วย
ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในช่วงปี 2552-2554 มูลค่าจีดีพีเฉลี่ยภาคการก่อสร้างในเมียนมาร์สูงถึง 1.53 ล้านล้านจ๊าดต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เทียบกับช่วงปี 2547-2551 ที่จีดีพีภาคการก่อสร้างมีมูลค่าเฉลี่ยเพียงปีละ 0.53 ล้านล้านจ๊าด พร้อมกับประเมินว่า การเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมียนมาร์จะผลักดันให้ภาคการก่อสร้างของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะทำให้จีดีพีภาคการก่อสร้างในปี 2556 ณ ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 2.42.485 ล้านล้านจ๊าด หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 12.4-16.4% และคิดเป็น 5% ของจีดีพีเมียนมาร์
ภาคการก่อสร้างในเมียนมาร์ยังคงเติบโตด้วยอานิสงส์จากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน จึงกล่าวได้ว่า เมียนมาร์กำลังเป็นตลาดที่โดดเด่นสำหรับวงการธุรกิจก่อสร้างในปัจจุบัน ซึ่งผู้รับเหมาต่างชาติ 2 อันดับแรก คือ ไทยและจีน โดยโครงการที่ผู้รับเหมาไทยรับผิดชอบส่วนใหญ่จะเป็นการก่อสร้างที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญพิเศษ เช่น การติดตั้งระบบประปาและไฟฟ้า และการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้แรงงานก่อสร้างไทยมีประสบการณ์และทักษะทำงานเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งหนึ่งของผู้รับเหมาก่อสร้างไทย
นอกจากโครงการภาครัฐแล้ว ผู้รับเหมายังมีโอกาสรับงานจากภาคธุรกิจเอกชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นแผนลงทุนก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรม พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมจำนวนมาก เพื่อรองรับการเติบโตของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปเมียนมาร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น ย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ ซึ่งตอนนี้กรุงย่างกุ้งเริ่มมีปัญหาขาดแคลนห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าไปลงทุนด้านนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะนำว่า นักลงทุนควรหาข้อมูลกฎระเบียบและข้อจำกัดในการลงทุน และควรสร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนในท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อธุรกิจ โดยการลงทุนทั่วไปในเมียนมาร์นั้น มี 2 รูปแบบ คือ นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเองทั้งหมด หรือร่วมทุนกับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน โดยถือหุ้นไม่เกิน 35% ของส่วนทุนทั้งหมด
อีกทั้งตระหนักถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สำคัญ คือ 1) ค่าเช่าหรือซื้อที่ดิน ซึ่งราคายังผันผวนมาก โดยเฉพาะในตัวเมือง 2) ค่าใช้จ่ายระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพราะบางพื้นที่ยังมีจำกัดทำให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนเพิ่ม เช่น ขุดบ่อน้ำ หรือปั่นไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ 3) ต้นทุนวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง และ 4) การจ้างแรงงาน
นอกจากภาคการก่อสร้างที่เติบโตอย่างคึกคักแล้ว ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างยังได้รับอานิสงส์ตามมาด้วย เช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้างไทย ที่เมื่อพิจารณามูลค่านำเข้าวัสดุก่อสร้างจากไทย พบว่า ช่วงปี2550-2555 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 30% โดยปี 2551-2553 เป็นช่วงที่มีการพัฒนาเมือง ทำให้มีโครงการก่อสร้างเกิดขึ้นมาก ส่งผลต่อเนื่องให้มูลค่าการนำเข้าวัสดุก่อสร้างจากไทยปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง70-80% ต่อปี สินค้าวัสดุก่อสร้างที่นำเข้าส่วนใหญ่จากไทยอยู่ในกลุ่มปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ เมียนมาร์นำเข้าจากไทยกว่า 80% ของมูลค่านำเข้าปูนซีเมนต์ทั้งหมด
สำหรับโอกาสในธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปี 2556 จะมีมูลค่าการส่งออกวัสดุก่อสร้างจากไทยไปเมียนมาร์อยู่ที่ 350-364 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10,500-10,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตรา 14.519.% จากที่ขยายตัวสูงถึง 32% ในปี 2555 เพราะมีการเร่งก่อสร้างหลายโครงการในปีดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปในปีนี้ แต่เมียนมาร์จะยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มวัสดุก่อสร้างไทย ทั้งในแง่เป็นตลาดส่งออก และการเข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดก่อสร้างในอนาคต
แต่ตลาดแห่งนี้ก็มีการแข่งขันสูงทั้งจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและต่างประเทศ ดังนั้นก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุน ผู้ประกอบการควรศึกษาและติดตามกฎระเบียบการลงทุนที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงช่องทางเพื่อติดต่อทางการค้าและการลงทุน รวมถึงเริ่มสร้างและรักษาพันธมิตรทางการค้าในท้องถิ่นไว้เพื่อสนับสนุนข้อมูลการค้าและการลงทุน
ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า (GDP ภาคก่อสร้างปี 25553 เติบโต ราวร้อยละ 16 หรือคิดเป็นมูลค่า 2,135,000 ล้านจ๊าด) หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่คาดคิดมากระทบและส่งผลต่อภาคก่อสร้าง
ด้วยอานิสงส์ของการขยายตัวธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในเมียนมาร์ ส่งผลให้มีความต้องการวัสดุก่อสร้าง มากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้างไทย เนื่องจากวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างบางประเภทของไทยมีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น ปั้นจั่น โครงสร้างเหล็ก และเครื่องจักรอื่นๆที่ใช้สำหรับการก่อสร้าง เป็นต้น และแม้ว่าวัสดุก่อสร้างพื้นฐานจำพวก ทราย หิน และปูนซีเมนต์ อาจจะหาซื้อได้ในท้องถิ่น แต่ยังมีไม่เพียงพอ และวัสดุก่อสร้างตกแต่งบางประเภท เช่น กระเบื้องปูพื้นหรือติดผนัง ยังนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ของไทย เนื่องจากมั่นใจคุณภาพสินค้า อย่างไรก็ดี สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้วัสดุก่อสร้างพื้นฐานปริมาณมาก ยกตัวอย่างเช่น
ปูนซีเมนต์ ซึ่งโรงผลิตปูนซีเมนต์ในเมียนมาร์ปัจจุบัน ยังมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ทำให้ต้องนำเข้าปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสั่งซื้อจากไทย
นับว่าตลาดวัสดุก่อสร้างในเมียนมาร์เป็นตลาดเพื่อนบ้านประเทศหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่า การเติบโตของธุรกิจก่อสร้างในเมียนมาร์จะช่วยเอื้อหนุนต่อผู้จำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างของไทยเช่นเดียวกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย







