
อ้อนรัฐช่วยยกระดับฐานะสมาคมวิชาชีพ
ร้องรัฐแก้กฎหมาย ยกระดับสมาคมวิชาชีพเป็นหน่วยงานส่งเสริมพัฒนาบุคลากรเต็มรูปแบบ
ร้องรัฐแก้กฎหมาย ยกระดับสมาคมวิชาชีพเป็นหน่วยงานส่งเสริมพัฒนาบุคลากรเต็มรูปแบบ
นายวิชา จิวาลัย ประธานสมาพันธ์การสำรวจและแผนที่อาเซียน ในฐานะกรรมการสภาวิศวกร กล่าวว่า ภาครัฐควรยกระดับฐานะสมาคมวิชาชีพต่างๆ เป็นนิติบุคคลส่งเสริมการประกอบวิชาชีพ เพื่อให้กลายเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ทำงานควบคู่ไปกับสภาวิชาชีพในการเตรียมพร้อมผู้ประกอบวิชาชีพสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ที่ผ่านมาสภาวิชาชีพต้องคอยทั้งเป็นผู้ควบคุม ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ รวมถึงทำเรื่องส่งเสริมการประกอบวิชาชีพด้านความรู้และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน ต้องยอมรับว่าทำทั้งหมดไม่ไหว แม้สมาคมจะช่วยเหลืออยู่บ้างแล้วในทางปฏิบัติ แต่รัฐควรให้อำนาจอย่างเป็นทางการในการบริหารจัดการแก่สมาคม เพื่อเพิ่มคุณภาพบุคลากรวิชาชีพให้พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง” นายวิชากล่าว
การบริหารจะทำในรูปแบบสภาควบคู่กับสมาคมวิชาชีพ ซึ่งเห็นได้ชัดในเวทีสากล เช่น ในส่วนของวิศวกร เวลามีประชุมอาเซียน ประเทศอื่นจะมีตัวแทนจากสภาวิชาชีพและสมาคมวิชาชีพวิศวกรมาร่วมประชุม และมีอำนาจเท่าเทียมกัน แต่ของไทยสภาวิชาชีพยังมีอำนาจเหนือสมาคมวิชาชีพ ทั้งที่ในเวทีโลกรู้จักวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)
นอกจากนี้ ควรบังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน ต้องสังกัดสมาคมวิชาชีพ เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความเปลี่ยนแปลง รวมถึงได้รับการอบรม พัฒนา
ขณะที่ปัจจัยด้านงบประมาณ ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ภาครัฐควรสนับสนุน โดยสภาวิศวกรต้องรับหน้าที่ดูแลวิชาชีพเคลื่อนย้ายเสรีถึง 2 วิชาชีพ คือวิศวกร และนักสำรวจ ในแต่ละปีต้องเดินทางไปประชุมยังต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ (เอ็มอาร์เอ) ถึงปีละ 4 ครั้ง และการประชุมอื่นๆ รวมถึงต้องเตรียมแผนบริหารจัดการบุคลากรสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ปัจจุบันไทยมีผู้ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม 1.3 แสนคน แต่มีผู้ที่อยู่ในระดับวุฒิวิศวกร และสามัญวิศวกร ซึ่งจะไปขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรอาเซียนได้เพียง 2.25 หมื่นคนเท่านั้น
ด้านนายดวงฤทธิ์ บุนนาค ประธานอนุกรรมการด้านการต่างประเทศ สภาสถาปนิก กล่าวว่า หากรัฐเข้ามาช่วยเรื่องสนับสนุนด้านงบจะทำให้การสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแต่ละสภาวิชาชีพคล่องตัวขึ้นเช่นปัจจุบัน สถาสถาปนิกได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับใช้ดำเนินทุกกิจกรรมเพียงปีละ 3 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้การดำเนินการให้ความรู้เรื่องอาเซียนแก่ผู้ประกอบวิชาชีพยังไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง







