
แห่ย้ายฐานผลิตทะลักไทย
หนีปัญหาเศรษฐกิจซบจากฝั่งยุโรปญี่ปุ่นแนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือ
หนีปัญหาเศรษฐกิจซบจากฝั่งยุโรปญี่ปุ่นแนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือ
เอสเอ็มอีทั่วโลกจ่อย้ายฐานมาไทย ใช้เป็นฮับฐานผลิต
น.ส.วิมลกรานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มนักลงทุนเอสเอ็มอีจากทั่วโลกเตรียมย้ายฐานมาลงทุนและสร้างโรงงานผลิตในไทย เช่น กลุ่มประเทศยุโรป ที่มีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศหดตัวลง ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี เพราะเห็นโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
ทั้งนี้ เบื้องต้นเอสเอ็มอีของประเทศญี่ปุ่นที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทย จะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และไอที ที่การแข่งขันในประเทศค่อนข้างสูง รวมทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ โดยเหตุผลที่เตรียมย้ายฐานมาไทย เพราะเศรษฐกิจในญี่ปุ่นชะลอตัวและซบเซาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไทยที่เติบโตดีต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของไทยใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียนและหลังเปิดเออีซีในปี 2558 เชื่อว่าจะทำให้อัตราการเติบโตของภูมิภาคนี้สูงขึ้น
สำหรับการลงทุนในไทยนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากทั่วโลกอยู่ระหว่างเลือกทำเลการลงทุนว่าจะเป็นจังหวัดใด โดยมีความสนใจลงทุนทั้งในพื้นที่รอบกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ ขณะเดียวกันจะพิจารณาจากการเลือกแหล่งผลิตสินค้าที่มีศักยภาพเหมาะกับการสร้างโรงงานได้
การที่ประเทศไทยมีนโยบายค่าแรง 300 บาทนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติมากนัก เพราะส่วนใหญ่จะมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทยสูงมาก
“ในขณะนี้มีนักลงทุนจากต่างชาติ ทั้งจากยุโรป เกาหลี และญี่ปุ่น โดยเฉพาะญี่ปุ่นเข้ามาดูงานและเข้ามาพบกับ สสว.ทุกวัน โดยเป็นเอสเอ็มอีกลุ่มซอฟต์แวร์และไอทีจากจังหวัดต่างๆ ในญี่ปุ่น เตรียมย้ายฐานมาไทย เพราะพื้นที่ในประเทศของตัวเองมีความหนาแน่นและแข่งขันสูง” น.ส.วิมลกรานต์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่เอสเอ็มอีทั่วโลกสนใจลงทุนในไทยนั้น อาจจะมีผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยบ้าง โดยผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวและปรับแผนธุรกิจ เพื่อรับมือการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยการมุ่งพัฒนานวัตกรรมและสร้างมูลคาเพิ่มให้แก่ธุรกิจ โดยเฉพาะสินค้าท้องถิ่นไทยหากนำมาพัฒนา จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 5 เท่า และต้องปรับตัวไปแข่งขันในตลาดสินค้าระดับบนมากขึ้น
ทั้งนี้ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่า เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ปรับตัวไปสู่ธุรกิจให้บริการด้านต่างๆ (เซอร์วิส เช็กเตอร์) ถึง 50% โดยเฉพาะสหรัฐสูงถึง 70% จึงอยากแนะนำกลุ่มเอสเอ็มอีให้บริการเสริมด้านต่างๆ ในธุรกิจมากขึ้น เช่น ธุรกิจสปา จากเดิมทำเพียงให้บริการนวด ควรเสริมบริการโดยเฉพาะด้านอบรมและจัดสัมมนา เพื่อให้ความรู้แก่นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สนใจทำธุรกิจสปา







