posttoday
ดอกเบี้ยนโยบายควรลด?

ดอกเบี้ยนโยบายควรลด?

13 กุมภาพันธ์ 2556

ก่อนอื่นผมต้องกราบขอโทษท่านผู้อ่านงามๆ 3 ครั้งนะครับ ในฐานะมือใหม่หัดขับ จึงพิมพ์เลขศูนย์ตกไป 1 หลัก ทำให้ในบทความฉบับที่แล้ว เขียนว่าการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้ไม่เกิน 15% และไม่เกิน 5 หมื่นบาท ที่จริงแล้วคือไม่เกิน 5 แสนบาทนะครับ พอดีแฟนเพจในเฟซบุ๊กของผมท้วงมา

ก่อนอื่นผมต้องกราบขอโทษท่านผู้อ่านงามๆ 3 ครั้งนะครับ ในฐานะมือใหม่หัดขับ จึงพิมพ์เลขศูนย์ตกไป 1 หลัก ทำให้ในบทความฉบับที่แล้ว เขียนว่าการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้ไม่เกิน 15% และไม่เกิน 5 หมื่นบาท ที่จริงแล้วคือไม่เกิน 5 แสนบาทนะครับ พอดีแฟนเพจในเฟซบุ๊กของผมท้วงมา

จริงๆ แล้วฉบับนี้ผมตั้งใจจะเขียนเรื่อง การกระจายการลงทุน (Asset Allocation) แต่บังเอิญข่าวเรื่องนโยบายดอกเบี้ยที่ทางรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเห็นตรงกันข้าม และเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ ผมเองก็ได้รับความเมตตาจากท่าน ไชยา พรหมา ซึ่งท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน ให้ผมได้เข้าไปรับใช้เป็นที่ปรึกษาของท่านเมื่อปีที่ผ่านมา และทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เชิญผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ ธปท. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) เข้ามาพบและปรึกษาหารือกันเมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา มีความเห็นที่สอดคล้องและขัดแย้งกันก็หลายเรื่อง และนโยบายดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่สำคัญมากเรื่องหนึ่ง จึงยังไม่สามารถที่จะหาบทสรุปได้ จึงมีการนัดประชุมกันต่ออีกในวันที่ 14 ก.พ. แหมช่างบังเอิญตรงกับวันแห่งความรัก (วันวาเลนไทน์) บรรยากาศวันนั้นคงจะหาข้อสรุปกันได้สักที ผมได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในทีมงานทำข้อเสนอแนะให้กับ ธปท. เกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งผมมีความเห็นดังนี้ คือ

ประการแรก เราควรจะดูตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งท่าน ชินโสะอาเบะ ที่เพิ่งได้รับชัยชนะในการคัดเลือกเป็นประธานพรรค LDP เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว และได้นำพรรค LDP ชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมาและฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. และพอเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ได้ประกาศว่าจะมีนโยบายให้ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น (BOJ) มีมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ถ้าผู้ว่า BOJ ไม่ยอมปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลก็จะเปลี่ยนตัวผู้ว่า ในที่สุด มาซากิ ชิรากาวา (ผู้ว่า BOJ) ประกาศที่จะลาออกภายในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นการลาออกก่อนครบกำหนด ตามธรรมชาติของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำอะไรก็จะคิดถึงความผาสุกของประชาชนมาก่อน ญี่ปุ่นอยู่ในสถานภาพที่ไม่เติบโตมา 2 ทศวรรษแล้ว หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Two Lost Decades เกิดภาวะเงินฝืดติดต่อกันมายาวนานมาก นายกฯ คนใหม่ของญี่ปุ่นจึงมีนโยบายที่จะทำให้ญี่ปุ่นมีเงินเฟ้อมากขึ้นโดยการผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งมาตรการก็คล้ายๆ กับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการเพิ่มสภาพคล่องโดยการพิมพ์ เงินเยน ออกมาในตลาดในปริมาณมาก ทุกเดือนโดยไม่มีขีดจำกัดทางด้านเวลา

ประการที่สอง ผมคาดว่า ทาง ธปท. ก็จะปัดว่า นโยบายดอกเบี้ยเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่เรามาดูสิครับว่าคณะกรรมการ กนง. มีทั้งหมด 7 ท่าน 3 ท่านในนั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. เกือบครึ่งเข้าไปแล้ว

ประการที่สาม ถ้าทาง ธปท.กลัวว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อและภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ผมขอเสนอว่า ธปท.ควรจะใช้เครื่องมือ LTV (Loan To Value) ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งปัจจุบัน ธปท.กำหนด LTV สำหรับคอนโดมิเนียมที่ 90% หมายความว่า ผู้กู้ซื้อคอนโดจากธนาคารจะกู้ได้ 90% แต่ทางธนาคารพาณิชย์จะปล่อยกู้เกินกว่านี้ ทางธนาคารจะต้องตั้งสำรองสูงขึ้น และค่า LTV สำหรับอสังหาฯ แนวราบที่ 95% ทาง ธปท.ควรจะกำหนดค่า LTV เสียใหม่ เช่น กู้ซื้อคอนโดใช้ LTV 70% นั่นหมายถึงนักเก็งกำไรที่จะซื้อคอนโดจะต้องใช้เงินตัวเอง 30% ก็เป็นการกำราบการเก็งกำไรได้ผลชะงัดทีเดียว

ประการที่สี่ หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและอัตราหนี้เสียในภาคครัวเรือนก็สูงขึ้น ซึ่ง ธปท.กำลังกังวลอยู่นี้ ผมขอเสนอให้ ธปท.ออกคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตั้งสำรองในส่วนที่ปล่อยหนี้ภาคครัวเรือนในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะเป็นการจำกัดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้ให้ลดลง แล้วยังทำให้ธนาคารพาณิชย์มีการคัดเลือกลูกค้าสินเชื่อมากขึ้น ภาวะหนี้เสียก็จะลดลง นอกจากนี้ ธปท.อาจจะกำหนดให้อัตราส่วนสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ปล่อยต่อสินเชื่อรวมทั้งหมดของธนาคารให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งของ ธปท.ที่สามารถทำได้

ประการที่ห้า การที่จะลดดอกเบี้ยควรจะลด 0.50% ในครั้งเดียว ซึ่งผมอยากให้เป็นครั้งที่จะถึงนี้ (ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 20 ก.พ.) ซึ่งจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าลดครั้งละ 0.25% 2 ครั้ง ซึ่งถ้าลด 0.50% ครั้งเดียวจะเป็นการลดแรงจูงใจของเงินร้อนที่กำลังไหลเข้ามาท่วมประเทศไทย ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทเราแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีและแข็งค่ามากกว่าค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นคู่แข่งในการส่งสินค้าออกของเรา ผู้ส่งออกไทยกำลังเดือดร้อน การลดดอกเบี้ยจะได้ประโยชน์หลายสถาน คือ

ลดเงินร้อนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการแข็งค่าของเงินบาท

ลดความเดือดร้อนของผู้ส่งออก

ลดภาระ ธปท.เองในการประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยในการออกพันธบัตร มาดูดสภาพคล่องกลับไป เดิม ธปท.ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง แล้วนำเงินไปซื้อพันธบัตรของสหรัฐ โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

นักธุรกิจในไทยก็จะมีต้นทุนดอกเบี้ยลดลง

ภาวะการลงทุน การขยายกิจการก็จะมีมากขึ้น การจ้างงานก็จะดีขึ้น ถึงแม้การว่างงานจะต่ำก็ตาม ก็จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ประชากรก็จะมีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ความวุ่นวาย ความแตกแยกทางสังคมก็จะลดลง

ถ้า ธปท.ยอมลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ก็อาจจะพูดสำทับไปด้วยว่า ถ้ายังมีเงินร้อนไหลเข้ามามากอีก การพิจารณาลดดอกเบี้ยและมาตรการอื่นๆ ที่จำเป็นอาจจะมีการพิจารณาเพิ่มเติม เท่านี้นักเก็งกำไรก็กลัวหัวหดกันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ธปท.น่าจะทำกรณีศึกษาของค่าเงินบาทต่อเงินเหรียญสหรัฐ โดยเปรียบเทียบกับค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วดูว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่จุดใด แล้วทาง ธปท.ก็ใช้ระบบ Manage Float ดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนกว่าค่าเงินที่คำนวณได้เล็กน้อยประมาณ 3% ซึ่งก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกในประเทศมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกจากประเทศเพื่อนบ้าน

ผมมองว่า รัฐบาล ธปท. และหน่วยงานอื่นๆ เปรียบเสมือนผู้เล่นในวงซิมโฟนี ออร์เคสตราวงเดียวกัน ถ้าไม่เล่นเพลงด้วยโน้ตดนตรีเดียวกัน เพลงจะออกมาไพเราะได้ฉันใด การที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ ธปท.คอยกระตุกขาอยู่อย่างนี้ เหมือนคนหนึ่งกำลังเร่งคันเร่งรถ อีกคนคอยเหยียบเบรกแล้วรถจะวิ่งได้อย่างไรฉันนั้น n

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความเห็นของข้าพเจ้าเพียงผู้เดียว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ