
สถาบันจัดอันดับ(เสีย)ความน่าเชื่อถือ
สถาบันจัดอันดับ (สูญเสีย) ความน่าเชื่อถือสัปดาห์นี้สำหรับชาวจีนทั่วโลกยังถือว่าอยู่ในช่วงเวลาเฉลิม ฉลองของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นปีใหม่และช่วงเวลาแห่งความสุขของชาวจีน ทำให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชียต่างปิดทำการ และบางแห่งก็ปิดทั้งสัปดาห์ เช่น ตลาดหุ้นจีนที่จะไปเปิดอีกทีในสัปดาห์หน้า บรรยากาศของตลาดหุ้นในแถบนี้จึงค่อนข้าง “เงียบๆ” พลอยทำให้ตลาดหุ้นไทยซึ่งไม่ได้ปิดตรุษจีนพลอยถดถอยไปด้วย
สถาบันจัดอันดับ (สูญเสีย) ความน่าเชื่อถือสัปดาห์นี้สำหรับชาวจีนทั่วโลกยังถือว่าอยู่ในช่วงเวลาเฉลิม ฉลองของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นปีใหม่และช่วงเวลาแห่งความสุขของชาวจีน ทำให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชียต่างปิดทำการ และบางแห่งก็ปิดทั้งสัปดาห์ เช่น ตลาดหุ้นจีนที่จะไปเปิดอีกทีในสัปดาห์หน้า บรรยากาศของตลาดหุ้นในแถบนี้จึงค่อนข้าง “เงียบๆ” พลอยทำให้ตลาดหุ้นไทยซึ่งไม่ได้ปิดตรุษจีนพลอยถดถอยไปด้วย
นักลงทุนต่างชาติซึ่งซื้อสุทธิมาตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว และซื้อสุทธิต่อเนื่องมาจนถึงเดือน ม.ค.ปีนี้ ก็เริ่มทยอยขายออก ทำให้นักลงทุนต่างชาติในเดือน ก.พ. เปลี่ยนเป็นผู้ขายสุทธิประมาณ 1 หมื่นล้านบาท (ณ วันที่ 12 ก.พ. 2556) และเงินบาทก็ไม่ได้แข็งค่าไปกว่าเมื่อเดือนก่อนตามที่ผู้คนวิตกกังวล ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติของการไหลของกระแสเงินทุน หรือ Fund Flow ที่จะ “ไหลเข้า” ไปหาผลตอบแทนสูงๆ และเมื่อได้ตามที่ต้องการก็จะ “ไหลออก” เพื่อไปสู่ที่ที่มีผลตอบแทนที่สูงกว่า
ดังนั้น การขึ้นลงของราคาสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นหรือค่าเงิน ล้วนเป็นความไม่แน่นอน แต่ที่แน่นอนหรือ “ความผันผวน” เป็นไปตามเพลงเก่าที่เนื้อร้องว่า “สิ่งที่แน่นอนเหลือหลาย ก็คือความไม่แน่นอน” เช่นเดียวกับข่าวใหญ่ระดับโลกที่คนไทยไม่ค่อยสนใจ (เพราะมัวแต่ไปสนใจวิวาทะระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย) คือ การที่รัฐบาลของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา จะฟ้องร้องสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเอสแอนด์พี (Standard and Poor’s Credit Rating Agency หรือ S&P) ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสัญชาติอเมริกา และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
กรณีการฟ้องร้องสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ นับเป็น “ครั้งแรก” ในประวัติศาสตร์ของโลก เนื่องจากคราวที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี ค.ศ. 2008 สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการล่มของตลาดตราสารหนี้ประเภท “ซีดีโอ” (Collaterized Debt Obligation หรือ CDO) ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่มีสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และส่วนหนึ่งก็ใช้สินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือซับไพรม์เป็นตัวค้ำประกัน และ CDO จำนวนหนึ่งได้รับการการันตีจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือว่าเป็นตราสารเกรด AAA ซึ่งเป็นอันดับเครดิตสูงสุดของตราสารหนี้ หรือได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ำสุดสามารถลงทุนได้โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคง เพื่อผลตอบแทนระยะยาวสำหรับผู้ที่ “ฝากชีวิต” ในบั้นปลายไว้กับการลงทุนดังกล่าวเช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือบริษัทประกันชีวิต เป็นต้น
แต่เมื่อเกิดปัญหาวิกฤตซับไพรม์ หรือฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐเกิดแตกขึ้นมา ตราสารที่เคยถูกประเมินว่ามีความมั่นคงสูง ความเสี่ยงต่ำอย่าง CDO เกรด AAA กลับล้มละลาย หรือไม่มีเงินจ่ายคืนอย่างฉับพลัน ความเสียหายจึงแพร่กระจายออกไป จนเกิดภาวะถดถอยลุกลามไปทั่วโลก อย่างที่เราเจอเมื่อ 34 ปีก่อน และทุกครั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมัก “ลอยตัวเหนือปัญหา” และไม่เพียงครั้งนี้เท่านั้นที่สถาบันฯ เหล่านี้ “ประเมินผิด” แต่ในอดีตก็มีกรณีศึกษามากมายที่เคยเกิดแล้วมีประสบการณ์ดังกล่าว อย่างช่วงต้นๆ ของวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 สถาบันจัดอันดับก็เคยให้เครดิตกับบริษัทระดับ “ตำนาน” ของไทยแห่งหนึ่งในอันดับต้นๆ แล้วอย่างไม่มีปี่ไม่มีชลุ่ย (หรือมีนิดหน่อย) บริษัทนั้นเกิด “เจ๊ง” อย่างไม่ทันตั้งตัว และเป็นมูลเหตุส่วนหนึ่งของการล่มสลายของระบบสถาบันการเงินในไทย และลุกลามไปยังหลายประเทศในเอเชีย โดยสถาบันจัดอันดับไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งนี้เนื่องจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมักจะอ้างว่าจะใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วเป็นหลัก ดังนั้นผลการประเมินจึงเป็นการสะท้อนหรือ “ตอกย้ำ” ความคิดเห็นของนักลงทุนในตลาด เช่นตลาดโดยรวมซึ่งมีนักลงทุนและนักวิเคราะห์ที่หลากหลายประเมินแล้วว่าตราสารดังกล่าว “มีปัญหา” สถาบันจัดอันดับก็แค่มียืนยันอีกทีว่ามีปัญหาจริง ดังนั้นจึงไม่ควรต้องรับผิดชอบกับความคิดเห็นที่แพร่กระจายอยู่แล้วในตลาด
นอกจากนี้มักจะอ้างอีกว่า กระบวนการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเป็นไปตาม “หลักการทางวิชาการ” ซึ่งถ้า “ตั้งธง” ไว้ก่อน ก็สามารถใช้สมมติฐานที่เอื้อให้เข้าสู่ธงนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถาบันจัดอันดับฯ มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทหรือองค์กรที่ถูกจัดอันดับด้วยแล้ว ก็เป็นไปได้ที่สถาบันจัดอันดับฯจะไม่ได้รับความไว้วางใจหรือ “ศรัทธา” มหาชน
ทำให้คิดถึง “สำนักโพล” ต่างๆ ที่กำลังทำโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แม้ว่าอาจไม่ต้องเป็น “จำเลยทางกฎหมาย” แต่อาจต้องเป็น “จำเลยของสังคม” ถ้า “ปักธง” ว่าจะเชียร์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด







