posttoday
สามัคคีหวั่นประกันต่อชักดาบ

สามัคคีหวั่นประกันต่อชักดาบ

13 กุมภาพันธ์ 2556

ผลพวงน้ำท่วมใหญ่จ่ายค่าเคลมสูงเล่นแง่อายุความหมด 2 ปีฟ้องไม่ทัน

ผลพวงน้ำท่วมใหญ่จ่ายค่าเคลมสูงเล่นแง่อายุความหมด 2 ปีฟ้องไม่ทัน

ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย นั่งไม่ติด กังวลรีอินชัวเรอส์เบี้ยวจ่ายเคลมน้ำท่วม อายุความ 2 ปีหมด

นายจิรวุฒิ บุญศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย เปิดเผยว่า บริษัทมีความกังวลว่าบริษัทรับประกันภัยต่อต่างชาติหรือรีอินชัวเรอส์อาจใช้ข้อกฎหมายของไทยเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 โดยเฉพาะเรื่องอายุความจะหมดลงเมื่อครบ 2 ปี เนื่องจากมีค่าสินไหมสูง

“เรื่องนี้ในกฎหมายไทยยังไม่ได้มีการระบุชัดว่า กรณีของรีอินชัวเรอส์มีอายุความกี่ปี แต่เคยมีคดีความที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้ว และได้มีฎีกาตัดสินออกมาว่า ให้ยึดเอาตามกรณีของผู้เอาประกันที่ไม่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับบริษัทประกันภายใน 2 ปี คดีก็มีอันตกไป ฉะนั้น ถ้ารีอินชัวเรอส์เบี้ยวไม่จ่ายขึ้นมาจริงๆ ก็จะหนักแน่ ซึ่งคงกระทบทั้งอุตสาหกรรม” นายจิรวุฒิ กล่าว

อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นไปตามมาตรฐานโลก จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะทุกฝ่ายเข้าใจว่าในส่วนของการประเมินค่าสินไหมจากตัวธุรกิจหยุดชะงักหรือบีไอนั้น ต้องใช้เวลานานในการคิดค่าสินไหมและอาจมากกว่า 2 ปี เพราะต้องรอให้ธุรกิจกลับมาเปิดให้บริการตามปกติก่อน ถึงจะประเมินความเสียหายได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด และขณะนี้ยังไม่มีรีอินชัวเรอส์รายใดที่เอาเรื่องอายุความเป็นข้ออ้างที่จะปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมกับบริษัท ซึ่งบริษัทก็ไม่อยากฟ้องร้องไปก่อนด้วย

ทั้งนี้ ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทย กำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเชื่อว่ารีอินชัวเรอส์ขนาดใหญ่ทั้งหลายคงไม่มีปัญหาเรื่องจัดการค่าสินไหม เพียงแต่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเท่านั้น และหน่วยงานที่กำกับดูแลของรีอินชัวเรอส์เองก็คงไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้น เพราะนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงหน่วยงานที่กำกับดูแลเองด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของลูกค้ารายย่อยที่อยู่อาศัยนั้น ไม่มีปัญหาทางรีอินชัวเรอส์มีความเข้าใจและจ่ายค่าสินไหมให้อยู่แล้ว แต่ที่มีปัญหาจะเป็นลูกค้ารายใหญ่มากกว่า ซึ่งตอนนี้ก็มีรีอินชัวเรอส์ที่มีปัญหาอยู่ 12 รายเท่านั้น ดังนั้นทุกอย่างต้องรอดูในช่วงปีนี้ก่อน

นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้จ่ายค่าสินไหมน้ำท่วมไปแล้ว 75% จากที่ประเมินไว้ 7,000 ล้านบาท โดยในส่วนของลูกค้ารายย่อยที่อยู่อาศัยจ่ายครบเกือบ 100% ส่วนลูกค้ารายใหญ่ที่เป็นค่าเสียหายจากสิ่งปลูกสร้างได้ประเมินเสร็จแล้ว 73% และส่วนของธุรกิจหยุดชะงักหรือบีไอประเมินเสร็จแล้ว 22% ซึ่งในส่วนของบีไอนั้นต้องรอให้ธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินงานในตามปกติก่อน ถึงจะประเมินค่าเสียหายที่แท้จริงได้มากที่สุด และคาดว่าสิ้นปีนี้ตัวบีไอจะได้ข้อสรุปประมาณ 60-70%

นายจิรวุฒิ กล่าวว่า เดิมตั้งยอดเคลมน้ำท่วมไว้ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมาปรับลดการตั้งสำรองลงมาเหลือ 7,000 ล้านบาท และได้แจ้งเข้ามาแล้ว 5,500 ล้านบาท ซึ่งแผนเดิมเราคาดว่าจะมีปัญหาด้านการเงิน จึงไปขอกู้กับธนาคารชาตไว้ 500 ล้านบาท เพื่อจ่ายแทนรีอินชัวร์เรอส์ไปก่อน นโยบายเราจะไม่มีการดึงการจ่ายเคลมไว้ เรามีเงินเพียงพอ ซึ่งดูได้จากเงินลงทุนที่เราไม่ได้ลดลง แต่กลับมีเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน(CAR) ปัจจุบันอยู่ที่ 287% จากที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 140% ดังนั้น ยืนยันได้ว่ามีเงินทุนเพียงพอที่จะขยายธุรกิจต่อ และการตั้งสำรองเพียงพอและเพื่อความไม่ประมาท ปีนี้บริษัทได้ซื้อประกันภัยต่อเพิ่มเป็น 2,200 ล้านบาทและได้เงื่อนไขที่ดีขึ้น โดยเริ่มคุ้มครองที่ 20 ล้านบาท และค่าเบี้ยลดลงไป 70 ล้านบาท เหลือ 130 ล้านบาท เทียบกับปี 2555 ค่าเบี้ยอยู่ที่ 200 ล้านบาท ทุนประกันได้ 2,000 ล้านบาท และเริ่มคุ้มครองที่ 50 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ