
ญี่ปุ่นแห่ร่วมทุนบจ.
ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งขายทั่วอาเซียนก.พ.ต่างชาติทิ้งตลาดหุ้นไทยหมื่นล้าน
ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งขายทั่วอาเซียนก.พ.ต่างชาติทิ้งตลาดหุ้นไทยหมื่นล้าน
ยักษ์ญี่ปุ่นยกทัพบุก ร่วมธุรกิจร่วมทุนบริษัทจดทะเบียน ใช้ไทยเป็นฐานผลิตและขายสินค้าทั่วอาเซียน
ในช่วงนี้เกิดปรากฏการณ์กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นเข้ามาร่วมธุรกิจและร่วมถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนมากขึ้นอย่างชัดเจน ล่าสุด น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากเทียวไปเทียวมาหลายเที่ยวเพื่อไปเจรจากับกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่นให้มาร่วมลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ประเทศตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ น.ส.วันดี ยังร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น จัดตั้งเอ็นเนเกท (ประเทศไทย) ค้นคว้าวิจัยผลิตภัณฑ์ระบบควบคุมไฟฟ้าแรงสูง เช่น ตู้สวิตช์ สำหรับโซลาร์ฟาร์มและโครงการอื่นๆ เพื่อช่วยประหยัดพลังงานของประเทศ
น.ส.วันดี กล่าวว่า ขณะนี้จะเห็นบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นเข้ามาจับคู่หาพันธมิตรในการลงทุนหรือร่วมทุนกับบริษัทของไทยมากขึ้น เพราะประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลาง ญี่ปุ่นสามารถใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตสินค้าออกมาขายทั่วอาเซียน เพราะภายหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะมีกำลังซื้อมากกว่า 700 ล้านคน
“ญี่ปุ่นต้องเข้ามาหาพาร์ตเนอร์ในไทยก่อนที่จะเปิดเออีซี เพื่อใช้เป็นฐานในการผลิตและขายสินค้าในอาเซียน” น.ส.วันดี กล่าว
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้สนใจเฉพาะธุรกิจพลังงานเท่านั้น ยักษ์รับเหมาก่อสร้างของญี่ปุ่นก็แสดงความสนใจเข้ามาร่วมลงทุนกับบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) ด้วยเช่นกัน โดยรูปแบบจะเข้าร่วมจัดตั้งบริษัทกับอนันดาฯ
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท น้ำตาลครบุรี (KBS) ได้อนุมัติให้บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) เสนอขายโดยเฉพาะเจาะจง (พีพี) ให้แก่บริษัท มิตซุย และบริษัท มิตซุยชูการ์ ซึ่งเบื้องต้นกลุ่มมิตซุยจะถือหุ้น 9.1% และอีก 2 ปีหลังแปลงวอร์แรนต์ทั้งหมดจะถือหุ้นรวม 16.17%
กลุ่มมิตซุยจะช่วยให้ธุรกิจของน้ำตาลครบุรีเติบโตขึ้น 12 เท่า ทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งหลังการเปิดเออีซี โดยในช่วงแรกบริษัทจะได้รับเทคโนโลยีในการผลิตน้ำตาลคุณภาพสูง (ไฮเอนด์) และเพิ่มกำลังการผลิต นอกจากนี้ยังเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้มากและกว้างขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขายน้ำตาลซูเปอร์รีไฟน์
สำหรับกลุ่มมิตซุยถือเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักทั่วโลก เมื่อเข้ามาถือหุ้นก็จะซื้อน้ำตาลสัดส่วน 40% ของกำลังผลิตรวมของบริษัท และมิตซุยมีบริษัทลูกทำน้ำตาลที่ จ.อุดรธานี คือ บริษัท กุมภวาปี และบริษัท เกษตรผล ซึ่งจะสามารถป้อนน้ำตาลดิบและอาจมีความร่วมมือในการซื้อเครื่องจักรในการผลิตเพื่อลดต้นทุนได้
ทางด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ได้ลงนามในสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ บล.ไดวา กรุ๊ป บริษัทหลักทรัพย์อันดับ 2 ของญี่ปุ่น เพื่อผนึกกำลังสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อร่วมมือด้านการเผยแพร่บทวิเคราะห์ (CoBranded Research) และด้านการตลาด ในการร่วมขยายธุรกิจการลงทุนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ไทยของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้าทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศญี่ปุ่น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของทั้งสองบริษัทให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
การร่วมมือกันครั้งนี้ทางไดวาจะเป็นผู้เผยแพร่บทวิเคราะห์ให้แก่กลุ่มลูกค้าสถาบันในต่างประเทศ เพื่อขยายฐานนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในประเทศไทย โดยจะใช้ความรู้ความชำนาญด้านการวิจัยที่มีคุณภาพและครอบคลุม 80% ของมูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์ไทย
ด้านตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวลง หลังจากนักลงทุนต่างชาติขายหนักติดต่อกันหลายวัน โดยนับตั้งแต่วันที่ 1-11 ก.พ. นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 10,055 ล้านบาท แม้ว่าวันที่ 11 ก.พ. จะขายน้อยลงเหลือ 927 ล้านบาทก็ตาม แต่ก็ทำให้ดัชนีหุ้นปิดใกล้ระดับต่ำสุดที่ 1,489.11 จุด ติดลบ 8.19 จุด







