
‘โต้ง’ลั่นถึงขั้นปลดผู้ว่าธปท.
ความเห็นนโยบายดอกเบี้ยไม่สอดคล้องกัน.. ขู่ฟอดคลังรับไม่ได้ขาดทุนยับ5.3แสนล้าน..
ความเห็นนโยบายดอกเบี้ยไม่สอดคล้องกัน.. ขู่ฟอดคลังรับไม่ได้ขาดทุนยับ5.3แสนล้าน..
“กิตติรัตน์” ยอมรับความขัดแย้งนโยบายการเงินอาจนำไปสู่การปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติและ รมว.คลังได้
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า การทำหนังสือไปถึงประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอพิจารณาให้กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม แม้ว่าอาจนำไปสู่การปลดผู้ว่าการ ธปท.ได้ แต่ก็อาจนำไปสู่การปลดรัฐมนตรีที่ทำหนังสือแสดงความคิดเห็นไปด้วยเช่นกัน หากพิจารณาเห็นว่า เป็นข้อเสนอที่ทำให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ
“การกระทำดังกล่าว อาจนำไปสู่การปลดรัฐมนตรีก็ได้ หากเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐมนตรีไม่มีความเข้าใจ สร้างเรื่อง สร้างราวอันเป็นเท็จ จนเป็นเหตุให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ หากผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็มีสิทธิปลดได้ แต่สิ่งที่ผมปฏิบัติ ผมปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมาย ตามความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ ผมก็ยินดีรับผลการปฏิบัตินี้” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวย้ำว่า อำนาจการปลดผู้ว่าการ ธปท. เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ธปท.ที่ต้องเสนอความเห็นผ่าน รมว.คลัง เพื่อนำเสนอให้ ครม.พิจารณาตัดสินใจ
รองนายกฯ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ต้องทำหนังสือแสดงความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย เพราะผลการขาดทุนสะสมของ ธปท.ที่เพิ่มขึ้นเป็น 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึงแสนล้านบาท
นายกิตติรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ได้เป็นคนที่หยิบยกประเด็นการปลดผู้ว่าการ ธปท.ขึ้นมา เพียงแต่บอกว่าขอให้ผู้ว่าการ ธปท.ช่วยดูว่าสิ่งที่ทำอยู่เสียหายหรือไม่ บางคนบอกว่ายังไม่เสียหาย บางคนบอกเสียหายแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้จะปรักปรำอะไรรุนแรงมาก เพียงแต่ให้ข้อมูลว่า ที่ทำอยู่ติดลบอยู่ 5 แสนล้านบาทแล้ว
“ผมไม่บอกให้ ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงินต้องลดดอกเบี้ยลงเท่านั้นเท่านี้ เพียงแต่บอกว่า ขอให้ปรับอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาผมพูดแล้วว่า ถ้าเงินบาทแข็งการส่งออกจะได้รับผลกระทบ และเรื่องนี้จะเป็นประเด็นอีกเมื่อตัวเลขส่งออกติดลบ ซึ่งการส่งออกในเดือน ม.ค.นี้น่าจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังมีผลต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่นำไปสู่ผลการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของธุรกิจด้วย” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากการส่งออกชะลอตัว และบัญชีของ ธปท.ติดลบด้วย คลังต้องวิ่งทำงานคนเดียวก็ไม่เป็นธรรม ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะ ธปท.ต้องมีมาตรการที่สอดคล้องกัน







