posttoday
ข้าวพืชเศรษฐกิจ VS การเมือง

ข้าวพืชเศรษฐกิจ VS การเมือง

08 กุมภาพันธ์ 2556

ภาพการยกพลมาปิดถนนประท้วงของพี่น้องเกษตรกรดูเหมือนจะมีบ่อยและขยายวงมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็จะเห็นเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรเหล่านี้ตกต่ำ จนกลายเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลได้เห็นปมปัญหาที่กำลังก่อตัวทยอยตามมา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพืชเกษตรที่เชื่อมโยงกับการเมือง

ภาพการยกพลมาปิดถนนประท้วงของพี่น้องเกษตรกรดูเหมือนจะมีบ่อยและขยายวงมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็จะเห็นเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรเหล่านี้ตกต่ำ จนกลายเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลได้เห็นปมปัญหาที่กำลังก่อตัวทยอยตามมา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพืชเกษตรที่เชื่อมโยงกับการเมือง

สินค้าเกษตรที่ถูกผูกกับนโยบายการเมืองในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมีอยู่หลากหลาย เริ่มตั้งแต่อ้อย มันสำปะหลัง ข้าว ลำไย ยางพารา และมาถึงปาล์มน้ำมัน ซึ่งอนาคตมีแนวโน้มที่พืชผลทางการเกษตรอีกหลายๆ ตัวจะถูกดึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งในเกมการเมืองด้วย เพื่อแลกกับฐานคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับ

เนื่องจากนโยบายเรื่อง “ข้าว” ได้กลายเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองนำมาชูหาเสียงในช่วงเลือกตั้ง เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชูนโยบายขึ้นมาก็จะถูกอีกฝ่ายเกทับบลัฟแหลกเพื่อเอาชนะ โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของการผลิตข้าวและตลาดข้าวภายในประเทศและตลาดโลก จนสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

ทว่าจากโครงการรับจำนำ (ข้าว) ทุกเมล็ดของรัฐบาล นอกจากจะเป็นวิธีการที่ขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ยังเป็นการดึงอำนาจในการกำหนดราคาข้าว และการตลาดจากโรงสีข้าวและผู้ส่งออกข้าวมาไว้ที่ตัวเอง ด้วยการกำหนดราคารับซื้อข้าวทุกเมล็ดจากชาวนาในราคาสูงกว่าตลาดตันละ 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นราคาที่จูงใจให้ชาวนานำมาจำนำแบบขายขาดถือว่าเป็นการทุบระบบการค้าข้าวที่มีอยู่ทิ้งอย่างสิ้นเชิง

ด้าน ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่เห็นประโยชน์การเปิดเสรีนำเข้าข้าวและโครงการรับจำนำข้าวของไทย แต่กลับเป็นการเปิดช่องให้การส่งออกข้าวจากประเทศคู่แข่งแซงหน้าไทย เพราะจากนโยบายดังกล่าวทำให้ราคาข้าวของไทยสูงกว่าคู่แข่งในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม พม่า กัมพูชา หากรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการต่อก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อประเทศมากกว่าผลดี เนื่องจากจะทำให้ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านไหลเข้ามาปนกับข้าวไทย จนเกิดช่องโหว่ให้เกิดการโกงกินกันได้ง่ายขึ้น

ส่งผลให้ผู้ส่งออกข้าวไทยหลายๆ บริษัท ไปซื้อข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านส่งออกแทน ส่วนหนึ่งหันไปทำการค้า โดยตั้งสำนักงาน ตั้งโรงสี และโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวในประเทศเพื่อนบ้านแล้วส่งออกไปประเทศที่ 3 แทน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเพราะไม่ต้องขนมาไทย อีกมุมหนึ่งกลายเป็นไปช่วยพัฒนาธุรกิจข้าวเพื่อนบ้าน และแย่งตลาดเราไป ทำให้แผนการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ค้าข้าวของอาเซียนยากที่จะเป็นจริง

ในอนาคตผู้ส่งออกข้าวไทยคงหนีไม่พ้นที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน เพราะปริมาณส่งออกข้าวจากไทยจะทำได้น้อยลง บางส่วนอาจต้องผันตัวเองเป็นเทรดเดอร์แทนผู้ส่งออก รายที่มีศักยภาพ มีเครือข่ายตลาดดีก็อาจเข้าไปลงทุนทำโรงสีข้าวแล้วส่งออกจากประเทศเพื่อนบ้านแทน

สำหรับผู้ส่งออกข้าวรายเล็กๆ ที่ไม่มีศักยภาพ และความสามารถที่จะเข้าไปแย่งซื้อข้าวในตลาดมืดมาส่งออกได้ก็อาจต้องทยอยปิดตัวไปไม่ต่ำกว่า 100 ราย จากทั้งหมด 300 คาดว่าในปี 2556 จะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้น

ที่สำคัญเมื่อรัฐบาลเล่นบทพ่อค้าข้าวแข่งกับเอกชน จะทำให้เป็นการพลิกโฉมการส่งออกข้าวของไทยอย่างคาดไม่ถึง เพราะรัฐบาลต้องหาทางระบายข้าวที่ซื้อมาสต๊อกไว้แทนผู้ส่งออกให้ได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ไม่มีศักยภาพในการระบายได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ต้องให้เอกชนมาช่วย ตรงนี้เท่ากับเปิดช่องให้ผู้ส่งออกค้าข้าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล ใกล้ชิดนักการเมืองได้ประโยชน์

กระนั้นเอง ส่งผลให้พฤติกรรมพ่อค้าข้าวนับจากนี้จะเปลี่ยนไป นอกจากจะต้องดิ้นรนหาตลาดใหม่ๆ หรือผันตัวเองไปทำธุรกิจด้านอื่นแล้ว ยังต้องยอมเข้าหาการเมืองด้วย เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอด

ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ข้าวจากที่เคยเป็นพืชเศรษฐกิจต้องกลายเป็นพืชการเมืองไปในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค