posttoday

"คุกกี้นูรไอนี" จากอาชีพเสริมสู่อุตสาหกรรมรัดับโลก

06 กุมภาพันธ์ 2556

หากเอ่ยถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในมาเลเซีย ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจชั้นแนวหน้า และส่งออกขายไปทั่วโลกได้แล้ว เชื่อเลยว่าในมาเลเซียคงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักขนมคุกกี้ บิสกิต และเค้กยี่ห้อ “นูรไอนี” ของ นูรไอนี อาเหม็ด นักธุรกิจหญิงชื่อดังที่ผันตัวจากการเป็นพนักงานบริษัทประกันแห่งหนึ่งมาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

หากเอ่ยถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในมาเลเซีย ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจชั้นแนวหน้า และส่งออกขายไปทั่วโลกได้แล้ว เชื่อเลยว่าในมาเลเซียคงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักขนมคุกกี้ บิสกิต และเค้กยี่ห้อ “นูรไอนี” ของ นูรไอนี อาเหม็ด นักธุรกิจหญิงชื่อดังที่ผันตัวจากการเป็นพนักงานบริษัทประกันแห่งหนึ่งมาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันโมเดลความสำเร็จในธุรกิจคุกกี้และบิสกิต นูรไอนี นี้ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจและตัวอย่างในความกล้าคิดกล้าฝันให้ผู้ที่คิดอยากจะมีธุรกิจเป็นของตนเองได้เจริญรอยตามทั้งประเทศเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันประสบการณ์ของนูรไอนียังได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วประเทศอีกด้วย เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่นักธุรกิจเชื้อสายมลายูจะก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติได้เช่นนี้

ธุรกิจดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำเค้กและขนมพื้นเมืองขายเป็นอาชีพเสริมของนูรไอนีเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยอาศัยการจ้างลูกจ้างที่เป็นแม่บ้านที่อยู่ใกล้กันมาช่วยทำ ซึ่งลูกค้าหลักที่ขายให้ก็มักจะเป็นโรงอาหารตามโรงเรียน และร้านอาหารใกล้เคียงในเมืองซุงไก บาลอร์ ในรัฐสลังงอร์

หลังจากทำเค้กและขนมหวานมาได้สักระยะ ฝีมือการทำเค้กและขนมหวานของนูรไอนีก็เริ่มพัฒนาและเริ่มเป็นที่ถูกปากของหลายคน เริ่มมีลูกค้าใหม่ๆ อย่างห้องอาหารตามโรงแรมขนาดใหญ่ ภัตตาคาร และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เข้าสั่งออร์เดอร์เค้กและขนมจากนูรไอนีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการเปิดรับออร์เดอร์ทำเค้กในช่วงงานเทศกาลต่างๆ มากขึ้น ก็ทำให้รายได้ขยายขึ้นจากเดิมที่ขายได้เดือนละ 4,000 ริงกิต (ราว 3.8 หมื่นบาท) ก็ขึ้นมาอยู่ที่ 2 หมื่นริงกิต (ราว 1.9 แสนบาท)

จากรายได้ที่ขยับเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าตัวภายในระยะเวลาไม่นาน ประกอบกับออร์เดอร์ที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้นุชไอนีตัดสินใจลาออกจากงานประจำในบริษัทประกันเพื่อหันมาดูแลธุรกิจเค้กและขนมหวานดังกล่าวอย่างเต็มตัว

ในปี 2537 ได้ใช้เงินทุนราว 2.5 หมื่นริงกิต (ราว 2.42 แสนบาท) ก่อตั้งบริษัท นูรไอนี เอ็นเตอร์ไพร์ส ขึ้นมา ขณะที่กลุ่มลูกค้าก็ขยายตัวมากขึ้น อดีตพนักงานบริษัทประกันหญิงก็หันมาเพิ่มสินค้าในการขายอย่างคุกกี้และบิสกิตตามช่วงเทศกาลต่างๆ

หลังดำเนินธุรกิจเต็มตัว สินค้าของบริษัทก็เริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดมากขึ้น เพราะจากการผลิตตามออร์เดอร์ของร้านค้าทั่วไปที่มีอยู่เดิมแล้ว นุชไอนีก็ได้เพิ่มการผลิตป้อนสินค้าให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยตามข้างถนนให้ไปขายต่อ จนส่งผลให้สินค้าเริ่มเป็นที่ติดอกติดใจ และเป็นที่รู้จักของคนในเมืองอื่นๆ มากขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้เส้นทางการเติบโตที่กำลังไปได้ด้วยดีของธุรกิจจะต้องมาประสบเหตุสะดุดตัวลงในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 จนแทบจะล้มละลาย แต่ด้วยความไม่ย่อท้อของนูรไอนี ก็ทำให้หันมากัดฟันสู้กับปัญหาต่อ โดยพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการหันมาจับธุรกิจร้านขายขนมเค้กสดในห้างแห่งหนึ่งที่รัฐยะโฮร์ บาห์รู

ผลจากการเลือกหยิบจับช่องทางธุรกิจที่ยังมีคู่แข่งน้อย และสร้างความแปลกใหม่ให้ตลาด ก็ทำให้ธุรกิจของนูรไอนีกลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง โดยสามารถสร้างรายได้ถึงวันละ 1,000 ริงกิต (ราว 9,700 บาท) ต่อวัน

หลังจากที่สามารถนำพาธุรกิจกลับมาสู่การเติบโตได้ราว 4 ปี ก็ทำให้ นูรไอนีหันมาขยายกิจการขายเค้กสดไปยังเมืองอื่นๆ อีก 17 ร้าน ขณะเดียวกันก็เริ่มขยายวงธุรกิจด้วยการเปิดร้านขายอาหารพื้นเมืองมาเลเซียขึ้น พร้อมกันนี้ในช่วงขยายธุรกิจ นูรไอนีก็หันมาใส่ใจกับการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น บวกกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หีบห่อของสินค้าให้ดูดีมีเอกลักษณ์มากขึ้นอีกด้วย

ถึงกระนั้นจุดพลิกผันที่ทำให้นูรไอนีสามารถขยับตัวขึ้นจากการเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีมาสู่การเป็นผู้ผลิตธุรกิจคุกกี้ เค้ก และขนมพื้นเมือง รายใหญ่ของประเทศ และสามารถส่งขายไปต่างชาติ ก็เกิดจากการที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล จนทำให้ในที่สุดเค้กของนุชไอนีก็สามารถส่งออกไปขายในตลาดย่านอาเซียน บรูไน สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม พม่า ไปจนถึงอังกฤษ แอฟริกา โมร็อกโก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกจากนี้ ในปี 25502551 ธุรกิจของนูรไอนีก็ก้าวทะยานขึ้นไปอีกระดับ เมื่อมีนักธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอาหาร และภัตตาคารยักษ์ใหญ่จากคาซัคสถาน แสดงความสนใจร่วมในการร่วมหุ้นทางธุรกิจ จนนำไปสู่การจัดตั้งบริษัท อตาเมเคนท์นูรไอนี ซึ่งตรงจุดนี้ก็ได้ทำให้เค้กและขนมปังของ นูรไอนี สามารถเข้าไปเจาะตลาดในคาซัคสถานได้ โดยผ่านทางขายของร้านอาหารที่ทั้งสองเป็นพันธมิตรกัน

ปัจจุบันธุรกิจของนูรไอนีได้ขยายขอบเขตไปยังอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ อีกด้วย

นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเอสเอ็มอีในอาเซียนที่สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งและฟันฝ่าอุปสรรคจนกลายมาเป็นผู้ผลิตอุตสาหกรรมด้านอาหารและขนมระดับโลกที่น่าชื่นชมไม่น้อย

ข่าวล่าสุด

ด่วน! ดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาท แตะ 47.74 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้