posttoday
พรีเมียร์ โปรดักส์  หุ้นตัวที่ 4 ของกลุ่มพรีเมียร์

พรีเมียร์ โปรดักส์ หุ้นตัวที่ 4 ของกลุ่มพรีเมียร์

04 กุมภาพันธ์ 2556

บริษัทพรีเมียร์ โปรดักส์ (PPP) หุ้นในกลุ่มบริษัท พรีเมียร์ เตรียมจะขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) วันที่ 46 ก.พ.นี้ ในราคาหุ้นละ 5 บาท จากราคาพาร์ (มูลค่าที่ตราไว้) 1 บาท และเข้าซื้อขายในหมวดวัสดุก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 14 ก.พ.นี้

บริษัทพรีเมียร์ โปรดักส์ (PPP) หุ้นในกลุ่มบริษัท พรีเมียร์ เตรียมจะขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) วันที่ 46 ก.พ.นี้ ในราคาหุ้นละ 5 บาท จากราคาพาร์ (มูลค่าที่ตราไว้) 1 บาท และเข้าซื้อขายในหมวดวัสดุก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 14 ก.พ.นี้

“ราคาหุ้นละ 5 บาทนั้นเป็นราคาที่เกิดขึ้นจากการสำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบันชั้นนำในประเทศที่มีความต้องการจองซื้อล้นกว่า 19 เท่า และมีส่วนลดให้นักลงทุนในระดับที่ดี โดยคาดว่าความต้องการส่วนเกินจากยอดความต้องการซื้อ จะเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น ภายหลังจากที่หุ้นของบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์” พัชพร สรรคบุรานุรักษ์ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน PPP กล่าว

PPP เรียกชำระหุ้นเพิ่มทุนจาก 217.50 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่สุดคือ บริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล (PFC) ลดจาก 82.83% เหลือ 61% โดย PPP เป็นบริษัทที่ 4 ในกลุ่มพรีเมียร์ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากก่อนหน้านี้มี 3 บริษัทในกลุ่มจดทะเบียนอยู่ก่อนแล้ว คือ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ (PE) และบริษัท พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT) ยังคงเหลือบริษัท พรีเมียร์ รีสอร์ทส์ แอนด์ โฮเทลส์ และบริษัท พรีเมียร์ เมโทรบิส ที่ยังไม่เข้ามา

“สุรเดช บุณยวัฒน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PPP กล่าวว่า บริษัทต้องการระดมทุนเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ จากปัจจุบันระดับหนี้สินเงินกู้ต่อทุนสูง ภายหลังระดมทุนคาดว่าจะลดเหลือต่ำกว่า 3 เท่า และหนี้เงินกู้ต่อทุนลดเหลือกว่า 1 เท่า

หนี้สินต่อทุนที่สูงนั้นเป็นผลมาจากการขาดทุนสะสมจำนวนมากในช่วงวิกฤตการณ์การเงินปี 2540 จนต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการในปี 2543 ผลจากการเข้าแผนฟื้นฟูทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลขาดทุนสะสมลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้วเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2551 และวันที่ 30 ก.ย. 2555 บริษัทมีผลขาดทุนสะสมเหลือเพียง 88.65 ล้านบาท ลดลงจาก 772.24 ล้านบาท ในช่วงที่บริษัทเข้าแผนฟื้นฟูกิจการในปี 2543

PPP เป็นผู้นำในธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมระดับแนวหน้าของประเทศไทย โดยมีรายได้หลักประมาณ 50% จากระบบบำบัดน้ำเสียและระบบสำรองน้ำ ที่เหลือเป็นธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างและอุตสาหกรรม ธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติประหยัดพลังงานและธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

งวด 9 เดือนปี 2555 งบรวมของบริษัทมีรายได้ 993 ล้านบาท มากกว่าทั้งปี 2554 ที่มีรายได้ 916 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 51 ล้านบาท มากกว่าปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิ 37 ล้านบาท ทำให้คาดว่ารายได้ปี 2555 จะมีการเติบโตที่โดดเด่นเมื่อเทียบปี 2554 ทั้งนี้ เพราะนอกเหนือจากธุรกิจบำบัดน้ำเสียที่เติบโตทุกปี ปีละ 1520% แล้ว ยังมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โรงแรก 5 เมกะวัตต์ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2555 และคาดว่าจะรับรู้รายได้จากโครงการที่ 2 และ 3 โรงละ 5 เมกะวัตต์ เพิ่มเติมได้ภายในต้นไตรมาส 2 ปี 2556 ที่จะผลักดันรายได้ของบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีนี้ และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม งบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทงวด 9 เดือนแรกปี 2555 ยังมีขาดทุนสะสม 97 ล้านบาท ที่อาจมีความเสี่ยง ทำให้บริษัทไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ทันทีในงวดผลการดำเนินงานปี 2556 เพราะจะต้องมีกำไรสะสม จึงจะมีความสามารถจ่ายเงินปันผลได้

“สุรเดช” กล่าวว่า ตามนโยบายของบริษัทจะจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิและมีแนวโน้มว่าจะมีการจ่ายปันผลของผลการดำเนินงานงวดปี 2556 เพราะจะมีการเสนอคณะกรรมการให้ใช้กำไรจากการดำเนินงานเพื่อลดขาดทุนสะสมให้หมดไป หรือนำส่วนเกินมูลค่าหุ้นจากการขายหุ้นไอพีโอมาล้างขาดทุนสะสมเพื่อให้มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้

ทั้งนี้ งบการเงินเฉพาะกิจการของ PPP มีกำไรตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมาดังนี้ ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 46 ล้านบาท ปี 2553 กำไรสุทธิ 22 ล้านบาท ปี 2554 กำไรสุทธิ 34 ล้านบาท และ 9 เดือนแรกปี 2555 มีกำไรสุทธิ 42 ล้านบาท

PPP ตั้งเป้าหมายจะมีการเติบโตของรายได้ไม่น้อยกว่า 15% ต่อปี ในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้าจากธุรกิจหลักของบริษัท

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าทั้งสามโรงมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 10 ปี กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ.โดยโรงแรกเหลือสัญญาอีกประมาณ 9 ปี

“เรากำลังศึกษาที่จะนำโรงไฟฟ้าทั้งสามโรง 15 เมกะวัตต์ มูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านบาท เข้าจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย” สุรเดช กล่าว

โรงไฟฟ้าทั้งสามแห่งมีสัญญาขายไฟฟ้ายูนิตละ 8 บาท ก่อนที่รัฐบาลจะปรับลดราคาลงมาเหลือยูนิตละ 6.50 บาท สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตใหม่

“เรามีต้นทุนสร้างโรงไฟฟ้า 2 โรงหลังถูกเพียง 82 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ เทียบโรงแรก 120 ล้านบาท ในขณะที่ขายไฟฟ้าได้ในราคาเท่ากันทำให้คืนทุนได้เร็วกว่า”

บริษัทเป็นผู้นำระบบบำบัดน้ำเสียและระบบสำรองน้ำสำหรับตลาดที่ใช้ในอาคาร โดยรับติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียในอาคารขนาดใหญ่ อาทิ ธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

ธุรกิจผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างและอุตสาหกรรม เป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากซีเมนต์เสริมใยแก้วและผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์กลาสเสริมแรง โดยได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มสถาปนิกในวงกว้างไว้วางใจใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทในโครงการสำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ผลิตจากซีเมนต์เสริมใยแก้ว ได้แก่ การทำผนังเสียงให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีแดง ทางยกระดับสะพานพระราม 8 ทางยกระดับสะพานกรุงเทพ และผลิตภัณฑ์หลังคาและผนังเหล็กขึ้นรูปที่ใช้ติดตั้งหลังคาของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อาคารคลังเก็บสินค้าของบริษัท ท่าอากาศยานไทย ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ