posttoday
ประกันภัยอิสรภาพเปิดปมทำไมไม่บูม

ประกันภัยอิสรภาพเปิดปมทำไมไม่บูม

04 กุมภาพันธ์ 2556

โดย...วารุณี อินวันนา

โดย...วารุณี อินวันนา


เกือบ 10 ปีที่ธุรกิจประกันภัยคลอด “ประกันภัยอิสรภาพ” ออกมาตามนโยบายของรัฐที่ต้องการขจัดพวกที่หากินกับการให้เช่ายืมหลักประกันไปใช้ในการประกันตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับเมื่อกระทำความผิดด้วยราคาที่สูงลิ่วจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้สนับสนุนให้มีกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพขายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

เมื่อเริ่มขายประกันภัยนี้ ในปี 2547 มีบริษัทประกันภัยเข้ามาขายกรมธรรม์ประมาณ 43 บริษัท แต่ในปี 2556 มีบริษัทที่รับประกันภัยอิสรภาพไม่ถึง 10 แห่ง

กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพ ที่ประชาชนสามารถซื้อได้ มี 2 รูปแบบคือ

1.แบบก่อนกระทำความผิด

การทำประกันภัยแบบนี้ เป็นการทำประกันภัยไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการกระทำความผิด โดยผู้ทำประกันภัยจะได้รับกรมธรรม์และหนังสือรับรองติดตัวไว้ เมื่อเกิดเหตุและถูกควบคุมตัวดำเนินคดี ก็สามารถใช้หนังสือรับรองยื่นขอประกันตัวได้ทันที แต่การทำประกันแบบนี้ มีข้อจำกัดในฐานความผิดที่จะใช้หนังสือรับรองมาประกันตัวได้ เฉพาะความผิดในฐานกระทำโดยประมาทเท่านั้น

2.แบบหลังกระทำความผิด

การทำประกันภัยแบบนี้ ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีและควบคุมตัว สามารถขอทำประกันภัยอิสรภาพเพื่อออกหนังสือรับรองเป็นหลักทรัพย์ในการยื่นขอประกันตัวได้ และการกระทำประกันภัยแบบนี้สามารถใช้หนังสือรับรองของบริษัทยื่นขอประกันตัวได้ทุกข้อหาความผิดในทางอาญา

หนังสือรับรองที่บริษัทประกันวินาศภัยออกให้นั้น ถือเสมือนหลักทรัพย์ในการประกันตัวผู้ต้องหาได้ทั้งในชั้นสอบสวน (ตำรวจ) อัยการ และศาลชั้นต้นจนถึงศาลฎีกา

ข้อมูลของการทำประกันภัยอิสรภาพ มีจำนวนกรมธรรม์สะสมตั้งแต่ เม.ย. 2547 ถึง 31 พ.ค. 2555 จำนวน 151,747 ฉบับ เพิ่มขึ้น 0.35% รวมจำนวนเงินเอาประกันภัย 1.94 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.48% จากปี 2554

บริษัทที่มีลูกค้ามากที่สุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย บริษัทสินมั่นคงประกันภัย 40,787 ราย บริษัทไทยพัฒนาประกันภัย 33,563 ราย บริษัทวิริยะประกันภัย 28,123 ราย บริษัทเมืองไทยประกันภัย 9,610 ราย บริษัทสหมงคลประกันภัย 5,815 ราย

หากดูแนวโน้มการเติบโตของความต้องการซื้อประกันภัยอิสรภาพไม่ได้ลดลง แต่ที่ลดลงคือ จำนวนบริษัทที่รับประกันภัย

คนที่ให้คำตอบในเรื่องนี้คือ วราวรรณ เวชชสัสถ์ รองเลขาธิการด้านกำกับ คปภ.

“ปัญหาของประกันภัยอิสรภาพที่พบคือ หลักทรัพย์ที่ทางบริษัทประกันภัยนำไปวางกับศาลหลังจากที่ผู้ต้องหาหลบหนี เมื่อตามผู้ต้องหากลับคืนมาได้ หลักทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้รับคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าจะพิจารณาอย่างไรในเรื่องดังกล่าว เพราะทันทีที่ผู้ต้องหาหนี บริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเงินประกันให้กับศาลทันที ถือเป็นการยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน” วราวรรณ กล่าว

ขณะที่ ประชาชนยังคงใช้บริการประกันภัยอิสรภาพอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง แต่เป็นการยืนยันว่าบริษัทประกันภัยให้บริการได้ดีและเป็นที่พอใจของประชาชน

นอกจากนี้ สัญญาประกันภัยอิสรภาพยังเป็นสัญญาระยะยาว ซึ่งบริษัทประกันภัยจะต้องดูแลลูกค้าจนกว่าจะปิดคดี โดยไม่สามารถคาดได้ว่าแต่ละคดีจะจบภายในกี่ปี บางคดีอาจต้องใช้เวลาเป็นนานหลายสิบปี

“ทางบริษัทประกันภัยต้องการเพิ่มราคาเบี้ยประกันภัยให้สูงกว่า 7% แต่ทางศาลมองว่าอัตราดังกล่าวเหมาะสมแล้ว และทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้ ซึ่งทางบริษัทประกันภัยจะต้องไปหาวิธีการในการลดต้นทุนเอง” วราวรรณ กล่าว

สมชาย ญาณรังสิ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการประกันภัยอิสรภาพ สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า บริษัทประกันภัยมีการชะลอทำตลาดประกันภัยอิสรภาพ เนื่องจากขาดทุนเพราะจำนวนลูกค้าที่หนีคดีมีอัตราสูงประมาณ 10% หรือจ่ายสินไหม 10 บาท จากเบี้ย 100 บาท ขณะที่เก็บเบี้ยประกันภัยในอัตรา 7% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการจ่ายค่าสินไหมทดแทน

ทั้งนี้ ทางสมาคมประกันวินาศภัยได้ทำเรื่องถึงศาลเพื่อขอปรับราคาเบี้ยประกันภัยขึ้นไปที่ 10% เพราะระดับเบี้ยที่ร่วมกันกำหนดขึ้นอยู่ระหว่างขั้นต่ำ 5% และสูงสุด 15% ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการให้บริการมา ศาลให้ใช้ที่ 7% แต่เมื่อใช้ระดับดังกล่าวมา 8 ปี พบว่าไม่เพียงพอและต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่ระดับ 10% เพื่อให้บริษัทประกันภัยอยู่ได้และให้บริการแก่ประชาชนในอัตราที่ถูกต้อง

“ที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยจะใช้วิธีลดวงเงินความคุ้มครองต่อรายลง และบางบริษัทจะขายเฉพาะก่อนกระทำความผิด หรือมีความเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณารับประกันภัย เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ลูกค้าที่มีความเสี่ยงในการหนีต่ำ” สมชาย กล่าว

สมชาย กล่าวอีกว่า หากไม่ได้รับการอนุมัติให้ปรับราคาขึ้น คาดว่าบริษัทประกันภัยจะเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณารับประกันภัยให้สูงขึ้นอีกเพื่อลดผลขาดทุน เพราะธุรกิจหากไม่มีกำไรก็ไม่สามารถที่จะอยู่ได้ สุดท้ายผลจะไปตกที่ประชาชนต้องกลับไปหานายประกันอาชีพที่มีการเก็บค่าเงินสูง ทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายสูงในการสู้คดีเหมือนในอดีต

ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัทประกันภัย กล่าวว่า การผูกอัตราเบี้ยประกันอิสรภาพ 7% ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเก็บเบี้ย 7% จากลูกค้าทุกราย เพราะเงื่อนไขของกรมธรรม์ระบุไว้ว่า หากมีคนค้ำประกันให้ลดเบี้ยลงอีก 10% ในจำนวน 7% เช่น ทุนประกันภัย 1 แสนบาท เก็บเบี้ย 7% เป็นเงิน 7,000 บาท หากมีคนค้ำประกันให้ลดลงอีก 10% ก็จะเก็บเบี้ยจากลูกค้าเพียง 6,300 บาท และถ้าลูกค้าไม่หลบหนี และไม่มีหมายปรับ สู้คดีจนชนะ บริษัทประกันภัยจะต้องคืนเงินให้ลูกค้า 20% ของเบี้ยที่เก็บ รวมแล้วลูกค้าได้รับส่วนลดเต็มที่ 30% หรือเป็นเงิน 2,100 บาท จ่ายเบี้ยประกันภัยจริงๆ 4,900 บาท อย่างไรก็ตาม สัดส่วนลูกค้าหนีคดีมีสูงถึง 10% ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทำให้เกิดการขาดทุน เพราะทีมทำงานในการติดตามผู้ต้องหาต้องใช้คน 2030 คน

ขณะที่นายประกันตีนโรง ตีนศาล มีการเรียกเก็บค่านายประกันสูงถึง 1520% และเรียกหลักทรัพย์จากประชาชนเป็นจำนอง หรือทำสัญญาเงินกู้กับลูกค้า พร้อมกับต้องมีคนไปค้ำประกัน มีการป้องกันหลายชั้น ซึ่งถ้าลูกค้าหนี นายประกันเหล่านั้นมีหลักทรัพย์ที่เพียงพอในการรับผิดชอบลูกค้าที่หนีคดีและยังมีส่วนของกำไร หรือไม่ก็บังคับผู้ต้องหาได้

นอกจากนี้ นายประกันตีนโรง ตีนศาล ยังไม่ต้องเข้าไปผูกพันกับกฎของศาล ทำให้รับลูกค้าได้เร็วและไม่จำกัด ซึ่งในแต่ละปีมีคดีขึ้นศาลทั่วประเทศเป็นล้านคดี คาดว่าจะมีวงเงินในการประกันตัวไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท แต่ยังไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้ออกมา

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ