
บีโอไอหันส่งเสริมอุตฯเทคโนสูง
บีโอไอรุกส่งเสริมอุตสาหกรรม ใช้เทคโนโลยีสูงหลังพบไทยขาดแคลนแรงงานหนัก
บีโอไอรุกส่งเสริมอุตสาหกรรม ใช้เทคโนโลยีสูงหลังพบไทยขาดแคลนแรงงานหนัก
นางวาสนา มุทุตานนท์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานของประเทศไทย โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ช่างเทคนิค และวิศวกร ทำให้นโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มใช้ในกลางปีนี้ จะไม่มุ่งเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอีกต่อไป แต่จะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น
“กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอ ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำงานในเชิงลึก เพื่อพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ” นางวาสนา กล่าว
นางวาสนา กล่าวว่า ในปี 2555 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนใหม่ 2,131 โครงการ แจ้งความต้องการแรงงานรองรับการลงทุนใหม่ 254,569 คน ใกล้เคียงกับปี 2554 โดยแบ่งเป็น กลุ่มผู้ใช้แรงงานทั่วไป (ป.6ม.6) จำนวน 156,877 คน ช่างเทคนิค (ปวช.ปวส.) จำนวน 48,705 คน และระดับปริญญาตรีขึ้นไป จำนวน 34,220 คน โดยกลุ่มที่มีความต้องการแรงงานสูงสุดอยู่ในอุตสาห กรรมบริการ และสาธารณูปโภค รองมาเป็นผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามลำดับ โดย ช่างเทคนิค ช่างกลโรงงาน ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างไฟฟ้าเครื่องกล ช่างเชื่อมโลหะเป็นกลุ่มที่ความต้องการมากที่สุด ในขณะที่ระดับการศึกษาปริญญาตรี กลุ่มที่มีความต้องการมาก คือ วิศวกรในสาขาเครื่องกล อุตสาหการไฟฟ้า รองมาเป็นสายบริหารธุรกิจและวิทยาศาสตร์
รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2555 ประเทศไทยมีผู้ว่างงาน 1.91 แสนคน หรือ 0.5% ของกำลังแรงงานทั้งสิ้น 39.82 ล้านคน โดยกลุ่มที่จบระดับอุดมศึกษาและสูงกว่ามีอัตราการว่างงานมากที่สุด คือ 6.6 หมื่นคน หรือ 1% ของแรงงานที่มีระดับศึกษาดังกล่าว รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ 5.1 หมื่นคน หรือ 0.9% ของแรงงานระดับการศึกษาดังกล่าว มัธยมศึกษาตอนต้น 4 หมื่นคน หรือ 0.6% ประถมศึกษา 2.7 หมื่นคน หรือ 0.3% ส่วนผู้ไม่มีการศึกษา หรือต่ำกว่าระดับประถมศึกษาว่างงานต่ำสุดที่ 7,000 คน หรือ 0.1%







