
10 เคล็ดลับ...เลือกกองทุนให้ถูกใจ (จบ)
....กร ดุรงคเวโรจน์/อนรรฆ กิติวัฒน์
ความเดิมตอนที่แล้ว...เราได้พูดพื้นฐานการเลือกกองทุนไป 5 ข้อ โดยสรุปคืออย่าหลงในผลตอบแทนกองทุนเพียงอย่างเดียว ควรหาที่มาของตัวเลขเหล่านั้น เทียบผลตอบแทนของกองทุนให้ถูกคู่ และอย่าลืมดูค่าใช้จ่ายและอัตราหมุนเวียนหลักทรัพย์ของกองทุน ต่อไปนี้คืออีก 5 ข้อที่ไม่ควรลืมเมื่อคุณกำลังตัดสินใจซื้อกองทุน
6.Active vs Passive fund กองทุนแบบ Passive คือกองทุนที่ไม่ได้ถูกบริหารอยู่ตลอดเวลา การบริหารกองทุนประเภทนี้ไม่ต้องการหาช่องทางในการชนะตลาดเหมือนกองทุนแบบ Active แต่จะพยายามเลียนแบบผลตอบแทนและความเสี่ยงของดัชนีที่เลือกไว้ (เช่น SET 50) เพราะว่ากองทุนประเภทนี้ไม่ต้องบริหารจัดการและการตัดสินใจอะไรมากมาย ค่าใช้จ่ายการจัดการกองทุนจึงน้อย และเป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงในประเทศที่ธุรกิจกองทุนรวมเกิดขึ้นมานานแล้ว ตลาดหุ้นพัฒนาไปไกล ข้อมูลข่าวสารระหว่างนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันไม่มีความแตกต่างกันมากนัก มีกองทุนแบบ Active เพียงไม่กี่กองเท่านั้นที่ผู้จัดการกองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่าตลาดอย่างสม่ำเสมอ...แต่สำหรับประเทศไทยที่กองทุนแบบ Passive เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน และยังมีสัดส่วนที่น้อยมาก จึงน่าติดตามอย่างมากว่ากองทุน Passive ในประเทศไทยจะเป็นเหมือนประเทศอื่นๆ หรือไม่
7.Management Team สไตล์การบริหารของท่านผู้บริหารและนโยบายของบริษัทสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง อย่างแรกคือบริษัทแม่ที่แข็งแกร่ง มีทีมผู้บริหารมากประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการ ย่อมสามารถดึงตัวผู้จัดการกองทุนเก่งๆ ประสบการณ์สูงมาทำงานด้วยได้ อย่างที่สองคือนโยบายกองทุน มีนักปราชญ์เคยพูดไว้ว่า
“คนเก่งจะเก่งได้ก็ต่อเมื่อสามารถเก่งได้อย่างเต็มที่” ...ก็เช่นเดียวกับธุรกิจกองทุน ถ้าผู้จัดการกองทุนถูกจำกัดกรอบความสร้างสรรค์ด้วยข้อห้ามเยอะแยะ โดนประเมินผลการทำงานบ่อยจนเกินสมควร ถูกผู้บริหารแทรกแซงการทำงาน เขาเหล่านั้นก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ เป็นใครก็ไม่ไหว ข้อมูลพวกนี้หาไม่ได้หรอก แต่สามารถดูง่ายๆ ที่อัตราการหมุนเวียนผู้จัดการกองทุนของ บลจ. ถ้ามีเข้าออกบ่อยๆ ก็น่าคิดละครับ8.คัดทิ้งอาจเป็นการเลือกที่ดีที่สุด สมัยนี้ บลจ. ต่างขยันเปิดกองทุนใหม่ๆ มาแข่งกัน บางกองทุนก็แค่เปลี่ยนคุณสมบัติจากกองอื่นๆ เล็กน้อยเพื่อให้ตั้งชื่อใหม่ได้ ทำให้การเลือกลงทุนยากขึ้นทุกวันๆ เพราะมีตัวเลือกมากเหลือเกิน ถ้าการเลือกกองทุนจากเทคนิคร้อยแปดพันเก้านั้นทำให้คุณปวดหัว การตัดตัวเลือกทิ้งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ แทนที่นักลงทุนจะวิเคราะห์คัดเลือกกองทุนทีละกองมาใส่พอร์ตการลงทุนของคุณ คุณสามารถสร้างกำแพงซึ่งกำจัดกองทุนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของคุณออกไป และลงทุนในกองทุนที่ผ่านเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น คุณชอบกองทุนที่ได้ผลตอบแทน x% มีเงินปันผลมากกว่า y% และไม่เคยให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนี SET 50 ใน 2 ปีที่ผ่านมา เป็นต้น กองทุนที่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ก็ไม่น่าจะเหลือมาก ถ้าคุณอาจไม่ลงทุนในตัวที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด ต้องมาพิจารณากันอีกที แต่ก็น่าจะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นเยอะ
9.Too bignot too good เมื่อผลประกอบการดี ขนาดของกองทุนจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากการเพิ่มค่าของสินทรัพย์ในกองทุน และเงินที่หลั่งไหลเข้ามาจากนักลงทุน การเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น ถ้าเป็นกองทุนดัชนีหรือตราสารหนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกกระจายไปยังสินทรัพย์ที่มากขึ้น และอำนาจต่อรองของตลาดตราสารหนี้มักขึ้นกับปริมาณที่ซื้อ จึงลดต้นทุนต่อหน่วยลงทุน อย่างไรก็ตามความใหญ่โตอาจส่งผลเสียต่อกองทุนแบบอื่นๆ เช่นกองทุนหุ้นได้ ประการแรกคือ กองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่ไร้สภาพคล่องเพียงไม่กี่ตัว กองทุนที่มีขนาดใหญ่จะทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์ที่กองทุนมีนั้นยากขึ้นเมื่อตลาดมีสภาพคล่องต่ำ ประการต่อมา กลยุทธ์การลงทุนอาจจะต้องเปลี่ยนแปลง วิธีบริหารกองทุนที่เคยใช้ได้ดีในอดีตอาจจะไม่ได้ผลเมื่อขนาดกองทุนนั้นเพิ่มเป็นสองเท่า ประการสุดท้าย เมื่อผู้จัดการกองทุนมีเงินมากและเงินเหล่านั้นจะต้องถูกใช้อย่างรวดเร็ว การตัดสินใจอาจจะทำให้ผลลัพธ์ไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
10.ขายตอนไหนดี? คุณต้องเข้าใจก่อนว่ากองทุนนั้นไม่ใช่หุ้น หลักการของการซื้อขายหุ้นของคนส่วนมากคือการซื้อถูกขายแพง เมื่อตลาดหุ้นตกฮวบจึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนส่วนใหญ่จะเทขายหุ้นของตนออกไป แต่ไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับกองทุนรวม เพราะกองทุนได้ถูกบริหารความเสี่ยงแล้ว ความสัมพันธ์กับตลาดจึงอาจจะไม่เหมือนกัน การขายกองทุนจึงอาจมีเหตุผลต่างไปจากหลักทรัพย์แบบหุ้น นี่คือตัวอย่างของหลักเกณฑ์ที่จะเตือนคุณว่าอาจจะถึงเวลาขายแล้ว กองทุนที่ผลประกอบการแย่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย กองทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เช่น เปลี่ยนผู้จัดการกองทุนหรือเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน สุดท้ายคือเหตุผลส่วนตัวของนักลงทุน เช่น จุดประสงค์ในการลงทุนของคุณเปลี่ยนไป พอร์ตการลงทุนไม่สมดุล หรือว่าคุณได้ไปถึงจุดหมายที่ต้องการแล้ว
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล (ให้ดี) ก่อนการตัดสินใจลงทุน







