
ABENONICSส่งผลดีน้อยกว่าคาดการณ์
สวัสดีครับทุกท่าน ตลาดหุ้นไทยถือว่ายังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยสัปดาห์นี้ SET Index ปรับตัวขึ้นแตะ 1,450 จุด ซึ่งเป็นเป้าหมายของผมในปี 2556 เรียบร้อยแล้ว ทำให้ผมต้องเตรียมที่จะทบทวนว่าจะคงหรือจะปรับเป้าหมายขึ้น (ผมได้เรียนถึงเงื่อนไขในการทบทวน SET Index ในบทความฉบับสัปดาห์ที่แล้ว) ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในประเทศถือเป็นผู้ซื้อสุทธิหลักนับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยหากกล่าวถึงการเข้ามาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติพบว่าเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นในแถบอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แสดงว่านักลงทุนต่างชาติยังคงไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพราะเงินทุนไหลเข้าไปที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันยังคงถือว่าน้อย
สวัสดีครับทุกท่าน ตลาดหุ้นไทยถือว่ายังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยสัปดาห์นี้ SET Index ปรับตัวขึ้นแตะ 1,450 จุด ซึ่งเป็นเป้าหมายของผมในปี 2556 เรียบร้อยแล้ว ทำให้ผมต้องเตรียมที่จะทบทวนว่าจะคงหรือจะปรับเป้าหมายขึ้น (ผมได้เรียนถึงเงื่อนไขในการทบทวน SET Index ในบทความฉบับสัปดาห์ที่แล้ว) ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในประเทศถือเป็นผู้ซื้อสุทธิหลักนับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยหากกล่าวถึงการเข้ามาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติพบว่าเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นในแถบอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แสดงว่านักลงทุนต่างชาติยังคงไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพราะเงินทุนไหลเข้าไปที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันยังคงถือว่าน้อย
มูลค่าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาตินับตั้งแต่ต้นปี
สำหรับเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นแถบอาเซียนเกิดจากสภาพคล่องส่วนเกินในระบบที่ส่วนใหญ่พักอยู่ในตลาดพันธบัตรเริ่มไหลออกมาหาผลตอบแทนที่สูงกว่า รวมถึงเกิดจากการเก็งกำไรผลการประชุม BOJ ในวันที่ 21-22 ม.ค. เนื่องจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ ได้ส่งสัญญาณว่า BOJ จะมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินรอบใหม่ออกมา ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลให้ค่าเงินในแถบอาเซียนแข็งค่าขึ้นด้วย
สำหรับผลการประชุม BOJ โดยสรุป ได้แก่
1.มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยที่ 00.1% ตามคาดการณ์
2.มีมติให้มีการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเดือนละ 13 ล้านล้านเยน เริ่มเดือน ม.ค. 2557 โดยไม่จำกัดเวลา (OpenEnded Asset Purchasing Method) หรือจนกว่า BOJ จะเห็นว่าเหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%
ดังนั้น บทความของผมในสัปดาห์นี้จึงจะนำเสนอความเห็นและผลกระทบต่อมาตรการดังกล่าวครับ
ประเมินว่า การที่ BOJ ประกาศล่วงหน้าว่าจะออกมาตรการซื้อสินทรัพย์แบบไม่จำกัดเวลา (OpenEnded Asset Purchasing Method) ในเดือน ม.ค. 2557 เพื่อเป็นการส่งต่อนโยบายให้กับผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ หลังจากผู้ว่าการคนปัจจุบัน Masaaki Shirakawa จะครบวาระในเดือน เม.ย. 2556 ซึ่งเรื่องนี้เราประเมินว่าเป็นประเด็นทางการเมืองที่นายกรัฐมนตรี อาเบะ ต้องการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ประเมินว่า นโยบายการซื้อสินทรัพย์แบบไม่จำกัดระยะเวลาของ BOJ โดยรวมจะไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกมากนัก แต่จะส่งผลเสียให้เกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยผมประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่สามารถช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวได้รวดเร็ว เนื่องจากปัญหาโครงสร้างของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุและเน้นการออมมากกว่าการบริโภค แต่มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดการเงินให้มีความผันผวนมากขึ้นจากนี้ไป โดยคาดว่าค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไป รวมถึงส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะยาว โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสภาพคล่องในระบบที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากสภาพคล่องที่มาจากฝั่งสหรัฐและยุโรป อย่างไรก็ตาม ระดับการอ่อนค่าของเงินเยน คาดว่าจะไม่มากกว่าบริเวณ 9095 เยนต่อเหรียญสหรัฐมากนัก และด้วยระดับดังกล่าวก็อาจจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าบริเวณ 29.5030 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้เช่นกัน หากภาพรวมเศรษฐกิจโลกไม่กลับไปแย่ลง รวมถึงไม่เกิดวิกฤตการเงินอย่างรุนแรงในยุโรป
ผลกระทบในระยะสั้น คาดว่า ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เงินบาทอ่อนค่า ตลาดหุ้นปรับฐาน เนื่องจากมาตรการซื้อสินทรัพย์ยังไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะเกิดขึ้นจริงในเดือน ม.ค. 2557ดังนั้น จึงทำให้ค่าเงินเยนและตลาดหุ้นมีโอกาสปรับฐาน จากการทำกำไรระยะสั้นของนักเก็งกำไรที่ได้มีการคาดการณ์ว่า BOJ จะประกาศมาตรการดังกล่าวออกมาแต่ผิดหวัง โดยค่าเงินเยนต่อเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ 80 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ช่วงกลางเดือน พ.ย. 2555 มาอยู่ในระดับมากที่สุดบริเวณ 90 เยนต่อเหรียญสหรัฐ หรือ 12.5% เบื้องต้นคาดว่าค่าเงินเยนมีโอกาสแข็งค่าลงมาบริเวณ 8788 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นนับตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. 2555 จากระดับ 1,276.39 จุด มาปิดที่ระดับ 1,434.09 จุด วันที่ 22 ม.ค. 2556 หลังจากแตะระดับสูงสุดที่ 1,451.06 จุด เพิ่มขึ้น 12.35% โดยประเมินว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการเก็งกำไรว่าจะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากธุรกรรม Yen Carry Trade ดังนั้น ความผิดหวังดังกล่าว รวมถึงการกลับมาอ่อนค่าของเงินบาทอาจส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นได้ โดยประเมินกรอบแนวรับของดัชนีไว้ที่บริเวณ 1,4201,400 จุด
ผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินไม่มากอย่างที่คาด เนื่องจากปริมาณเงินจากมาตรการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดของ BOJ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 10 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2557 และคงอยู่ในระดับดังกล่าวต่อเนื่อง อ้างอิงจากอายุเฉลี่ยของพันธบัตรและตั๋วเงินคลังที่ BOJ เข้าซื้อในปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเทียบกับมาตรการซื้อสินทรัพย์ที่ BOJ ดำเนินการอยู่ซึ่งได้มีการเพิ่มวงเงินแล้ว 5 ครั้ง ครั้งละ 10 ล้านล้านเยน ถือว่ามาตรการใหม่จะเพิ่มปริมาณเงินได้น้อยกว่า (มาตรการปัจจุบันจะหมดอายุสิ้นปี 2556) ทั้งนี้ ปริมาณเงินดังกล่าวเทียบไม่ได้กับมาตรการ QE รอบล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการซื้อพันธบัตรเพิ่มขึ้นเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2556 ซึ่งทำให้มีวงเงินรวมประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
โดยสรุปผลการประชุม BOJ ที่มีความชัดเจนแล้วจึงน่าจะลดอิทธิพลต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้นในระยะสั้น ทำให้ตลาดหุ้นจะขาดปัจจัยบวกในเรื่องนโยบายการเงินไปสักระยะจนกว่าจะมีการประชุม FOMC ในวันที่ 31 ม.ค.อีกรอบ ซึ่งในรอบนี้ผมเชื่อว่า นักลงทุนคงต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาในการเข้าซื้อพันธบัตรของเฟด หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความสับสนในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกเฟดบางท่านต้องการให้หยุดมาตรการดังกล่าวเร็วขึ้น ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน โดยควรเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนของรัฐบาล เช่น วัสดุก่อสร้าง รวมถึงหุ้นที่มีเงินปันผลดี
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองแล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า







