
นายกฯสั่งดูแลค่าเงินไม่ให้กระทบส่งออก
นายกรัฐมนตรี สั่งกระทรวงการคลัง ธปท. สศช. ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้กระทบส่งออก
นายกรัฐมนตรี สั่งกระทรวงการคลัง ธปท. สศช. ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้กระทบส่งออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือด่วนเกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนกระทั่งอยู่ที่ระดับ 29.73-29.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังทำงานร่วมกับ ธปท. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการไว้รับมือ โดยเร็วๆ นี้จะนัดหารือกับผู้ส่งออก แต่ไม่อยากให้ตื่นตระหนกจากภาวะเงินบาทแข็งค่า เพราะยังใดๆที่จะเป็นอันตรายกับระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลจะดูแลไม่ให้กระทบต่อภาคการส่งออก และจะเพิ่มเรื่องการลงทุน เพื่อให้การดูแลภาคเอกชน โดยเฉพาะ SME และเพิ่มทางเลือก เช่น การลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน
ด้านนายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้เป็นผลจากการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น การเก็งกำไร ประกอบกับความกังวลในระยะสั้น ซึ่งค่าเงินนี้ก็มีผล 2 ด้าน คือ ผู้ส่งออกจะต้องทำงานลำบากมากขึ้น แต่ผู้นำเข้าได้ประโยชน์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจโดยรวมทุกด้าน และแต่ละเรื่องก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเฉพาะอยู่แล้ว เช่น ค่าเงินบาทก็มีธปท.ดูแลอยู่ และจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรง เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ระดับ 1.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หากมีการขาดดุลบ้าง ค่าเงินบาทก็จะอ่อนค่าลงเอง
"ธปท.มีหน้าที่ติดตามดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และตนไม่อยากให้ความเห็นที่เกินขอบเขต เพราะการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของธปท.ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอีกนานเท่าไหร่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ขณะที่รัฐบาลมีหน้าที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการนำเข้าวัตถุดิบ ค่าเงินบาทก็ไม่จำเป็นต้องแข็งค่าขึ้นอีก" นายกิตติรัตน์กล่าว
ทั้งนี้ นายประสาร ชี้แจงในระหว่างการหารือว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดเงินจำนวนมาก เพราะเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรง นักลงทุนจึงต้องการเก็บรักษาเงินไว้ในที่ปลอดภัย และเงินที่นำไปวางไว้ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ทำให้ได้มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่จากข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนปีที่แล้วพบว่า แม้ค่าเงินบาทปีที่แล้วจะแข็งค่าขึ้น แต่แข็งค่าขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาค นักวิเคราะห์บางกลุ่มจึงมองว่า ค่าเงินบาทในปีนี้จะปรับตัวแข็งค่าขึ้นจนสอดคล้องและใกล้เคียงกับค่าเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาคที่แข็งค่าขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว







