
วางแผนภาษีง่ายนิดเดียว: กรณีศึกษา 3 อาชีพ
ผมได้เขียนถึงข้อคิดการวางแผนภาษีกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและธุรกิจ SME ตลอดจนการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ธุรกิจ SME ประกอบกับหนังสือผู้วางแผนภาษีเล่ม 2 10 ข้อคิดภาษีคนทำงานและนักลงทุนกำลังจะออกจำหน่าย (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์การเงินธนาคาร) ผมจึงข้อนำบทความบางส่วนในหนังสือมาปรับปรุง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้สนใจที่อยากรู้เรื่องการวางแผนภาษีให้มากขึ้นและอาจติดตามหาหนังสือมาอ่าน
ผมได้เขียนถึงข้อคิดการวางแผนภาษีกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและธุรกิจ SME ตลอดจนการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ธุรกิจ SME ประกอบกับหนังสือผู้วางแผนภาษีเล่ม 2 10 ข้อคิดภาษีคนทำงานและนักลงทุนกำลังจะออกจำหน่าย (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์การเงินธนาคาร) ผมจึงข้อนำบทความบางส่วนในหนังสือมาปรับปรุง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้สนใจที่อยากรู้เรื่องการวางแผนภาษีให้มากขึ้นและอาจติดตามหาหนังสือมาอ่าน
ผมได้เคยเขียนไว้ ผมเคยเขียนไว้ในหนังสือและกล่าวในที่ต่างๆ ว่า “ที่ใดมีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ที่นั่นมีช่องทางในการวางแผนภาษีเสมอ”
ดังนั้น การที่อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คณะบุคคล บริษัททั่วไปกรณีบริษัท SME แตกต่างกัน การเลือกรูปแบบองค์กร ธุรกิจจึงมีความสำคัญมาก
ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของบทความ (ปรับปรุงจากบทที่ 1 ข้อคิดวางแผนภาษีกับบริษัทใหม่พร้อมกรณีศึกษาของหนังสือชุดวางแผนภาษีกับ KU เล่ม 2 “10 ข้อคิดภาษีคนทำงานและนักลงทุน” ที่ใช้ในหนังสือของผมโดยผมได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับบทความนี้ด้วย
กรณีศึกษาผู้มีเงินได้ 3 ประเภท
ผมขอให้ท่านดูกรณีศึกษาผลของการเลือกรูปแบบองค์กรธุรกิจจาก 3 อาชีพ ดังนี้
(1) ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ (แพทย์)
(2) ผู้ประกอบธุรกิจขายอาหาร
(3) ผู้ประกอบธุรกิจซื้อมาขายไป
สมมติฐานให้กิจการข้างต้นนี้มีรายได้จากกิจการ 5 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายต้นทุนและการบริหารจัดการ ซึ่งมีใบเสร็จหรือหลักฐานพิสูจน์จำนวน 2 ล้านบาท รวมรายจ่ายเงินเดือนที่จ่ายให้ตัวท่านเองและคู่สมรสคนละ 2.4 แสนบาทต่อปี (กรณีเป็นนิติบุคคล) และเงินได้ส่วนนี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ (กรณีธุรกิจผู้ซื้อมาขายไปก็ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหากรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งก็เป็นการนำส่งและขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยผมไม่ได้เขียนถึง)
ข้อคิดการวางแผนภาษี
1.การเลือกรูปแบบบุคคลธรรมดานั้น ถ้าดูไปแล้วจะดีเป็นพิเศษเพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ (ทุกกรณีตามตัวอย่าง) โดยค่าใช้จ่ายจริงอาจน้อยกว่าการหักเหมา รวมทั้งยังมีสิทธิในการหักลดหย่อนที่สามารถหักได้มากกว่ารูปแบบอื่น (หากใช้สิทธิเต็มที่ตามกรณีศึกษา) โดยเฉพาะหากธุรกิจมีปัญหาเรื่องการหาใบเสร็จมาหัก การหักเหมาดูจะเป็นวิธีเหมาะที่สุดและดูจะยุ่งยากน้อยที่สุดครับ
2.การพิจารณาดูรายจ่ายที่นำมาหักได้และอัตราภาษีเงินได้แต่ละประเภทก็เป็นเรื่องสำคัญในการเลือกรูปแบบองค์กรธุรกิจเช่นกัน รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น ความยุ่งยาก ความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจประกอบด้วย
3.แต่หากเลือกเป็นบริษัท SME (แม้มีความยุ่งยาก แต่การหักรายจ่ายและค่าเสื่อมราคา ค่าตอบแทนที่จ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการก็อาจจะลดภาระภาษีโดยรวมได้ด้วย (ในหนังสือจะมีตัวอย่างรายละเอียดของวิธีการคำนวณแต่ละธุรกิจ)
ปัญหาในปัจจุบันของประเทศไทยสำหรับเงินได้บุคคลธรรมดาคือ การที่มีผู้อยู่ในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแค่ราว 10 ล้านคน และมีผู้ต้องเสียภาษีเงินได้เพิ่มเพียงราว 2 ล้านคน รัฐบาลจึงควรต้องมีแผนในการให้มีผู้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าการได้สิทธิประโยชน์ การลดอัตราภาษีอยู่ในอัตราที่เหมาะสม รวมทั้งการหักรายจ่ายและค่าลดหย่อน (ไม่ได้หมายความว่าเสียภาษี แต่มีเพื่อรัฐบาลข้อมูลว่าเป็นผู้มีเงินได้เท่าใด) เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนและช่วยเหลือบุคคลผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในอนาคต แต่ด้วยอัตราภาษีเงินได้ที่สูงถึง 35% และความไม่เป็นธรรมของการหักรายจ่าย ค่าใช้จ่าย และค่าตอบแทน
ตลอดจนมีการยกเว้นให้ผู้มีเงินได้ที่ไม่ถึงเกณฑ์มาจดเลขผู้เสียภาษี การแก้ไขเพิ่มฐานผู้เสียภาษีจึงยังคงเป็นเรื่องยากของรัฐบาล แต่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร็ว โดยลงทุนจัดทำข้อมูลในส่วนนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วพร้อมการแก้ไขกฎหมายไปด้วย
ผมจึงเห็นว่าการปฏิรูปภาษี จึงเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลครับ







