
เมืองไทยฯยึดฐานเบี้ยรถมือสอง
ได้ราคากำไรดีสินไหมต่ำไม่สนรถคันแรกรับเสี่ยงสูง
ได้ราคากำไรดีสินไหมต่ำไม่สนรถคันแรกรับเสี่ยงสูง
เมืองไทยประกันภัย ไม่สนโครงการรถคันแรก เบี้ยต่ำ ความเสี่ยงสูง ตีกินตลาดรถมือสองกำไรดีกว่า
นายวาสิต ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย เปิดเผยว่า โครงการรถคันแรกไม่ได้ทำให้บริษัทมียอดขายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนเบี้ยรถป้ายแดงเพียง 10-20% ขณะที่ฐานลูกค้ารถยนต์ส่วนใหญ่เป็นรถมือสอง 80-90% ซึ่งให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงต่ำกว่า
“โครงการรถคันแรกไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเราอยู่แล้ว โดยเฉพาะรถเก๋งขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูงและส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ หากเราเสนอเบี้ยไปแล้ว ลูกค้าไม่เอา เราจะไม่เข้าไปแข่งเรื่องราคาด้วย อย่างไรก็ตาม เรายังได้รับผลดีจากรถกระบะป้ายแดงที่อยู่ในโครงการรถคันแรกที่ทำให้เบี้ยเติบโตเพิ่มขึ้น” นายวาสิต กล่าว
สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ บริษัทยังคงเน้นทำตลาดเบี้ยรถยนต์มือสองเป็นหลัก และพยายามลดอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันลงอีก จากปีที่ผ่านมาลดลงไปได้แล้ว 12% มาอยู่ที่ระดับ 63-64% เมื่อเทียบกับของเดิมอยู่ที่ 65% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากฐานลูกค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นและขายเบี้ยได้ราคาตามที่กำหนด ขณะที่อัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันรวมของตลาดมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทำประกันภัยต่อแบบสัดส่วนสำหรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ หรือมอเตอร์ ควอเตอร์แชร์ ในสัดส่วน 20-30% อีกด้วย เนื่องจากได้รับข้อเสนอที่ดีจากบริษัทประกันภัยต่อ ซึ่งบริษัทไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินกองทุนแต่อย่างใด เพียงแต่อยากทดลองดูเท่านั้นว่ามีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเบี้ยนันมอเตอร์นั้น บริษัทได้ซื้อประกันภัยต่อที่วงเงิน 2,000 ล้านบาทเหมือนเดิม แต่ปีนี้ค่าเบี้ยประกันภัยต่อได้ปรับลดลง 20% เนื่องจากปีที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้น และความกังวลเรื่องภัยธรรมชาติลดลง ซึ่งค่าเบี้ยที่คิดกับลูกค้าก็จะขึ้นอยู่กับความเสี่ยง
นายวาสิต กล่าวว่า ขณะเดียวกันบริษัทก็จะคัดเลือกลูกค้าและควบคุมความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ประกอบธุรกิจไม้ กระดาษ และพลาสติก ที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ความเสียหายก็เกือบ 100%
ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัททำเบี้ยประกันรถยนต์ได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และเบี้ยที่ไม่ใช่รถยนต์หรือนันมอเตอร์ได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท







