posttoday
เด็กไทยใช้เงินไม่เป็น

เด็กไทยใช้เงินไม่เป็น

21 มกราคม 2556

เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้จัดทดสอบทักษะเด็กไทยว่ามีทักษะและความพร้อมหรือไม่สู่เด็กยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญที่ทั่วโลกและประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนให้การยอมรับ โดยทักษะในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยี

เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้จัดทดสอบทักษะเด็กไทยว่ามีทักษะและความพร้อมหรือไม่สู่เด็กยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญที่ทั่วโลกและประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนให้การยอมรับ โดยทักษะในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยี

จากผลการวัดทักษะเด็กไทยในยุคศตวรรษที่ 21 จำนวนทั้งสิ้น 407 คน พบว่า เด็กไทยมีทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมได้ดีไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่มีปัญหาเรื่องการทำงานเป็นทีม ซึ่งอยู่ในกลุ่มทักษะชีวิตและอาชีพ จึงส่งผลต่อทักษะด้านการสื่อสาร เด็กไทยส่วนใหญ่อยากคิดแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ปฏิเสธการถามความเห็นและทำงานร่วมกับผู้อื่น ทั้งที่ทักษะการทำงานร่วมกันถือเป็นคุณลักษณะที่ตลาดแรงงานและบริษัทชั้นนำของโลกต้องการ

สำหรับการทดสอบทักษะการบริหารจัดการเงิน สสค. ได้ออกแบบทดสอบ โดยถามว่า หากมีเงิน 100 บาท จะซื้ออะไรเป็นของขวัญวันเกิดให้แม่ พบว่า เด็กไทยส่วนใหญ่ถึง 50% ไม่สามารถบริหารจัดการเงินได้ว่าจะนำเงินไปซื้ออะไร ส่วนใหญ่ตอบว่าจะนำไปซื้อนาฬิกา โทรศัพท์มือถือ แหวนและเครื่องประดับให้แม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมูลค่าของเงินที่มีอยู่ไม่สามารถซื้อได้ เด็กบางคนที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์จะฉายแววออกมา เช่น จะเอาเงินไปซื้อไม้ไอศกรีม เพื่อทำกล่องดินสอให้แม่ที่มีกล่องเดียวในโลก อย่างไรก็ตาม เด็กยังสะท้อนภาพความเป็นจริงในครอบครัว มีเด็กชายวัย 12 ปี ตอบว่า “จะนำเงินไปซื้อผู้หญิงให้พ่อ เพราะไม่มีแม่” หรือเด็กบางคนตอบว่า “เอาเก็บไว้กับตัวเอง เพราะเงินหายาก” คำตอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เด็กไทยส่วนใหญ่ยังขาดทักษะทางสังคมและการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม พ่อแม่ที่มีฐานะส่วนใหญ่มักเลือกซื้อของตามที่เด็กต้องการ ทำให้เด็กขาดการฝึกให้เด็กได้ลองบริหารจัดการเรื่องเงิน ไม่สามารถประเมินมูลค่าของที่แท้จริงได้ ขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนก็เลือกที่จะเก็บเงินเข้าตัวเองเพราะมองว่าเงินหายาก

ผลการทดสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ตอกย้ำให้เห็นถึงแนวโน้มของปัญหาทางการเงินของคนไทย (หลังจากที่ผู้ใหญ่เองก็เริ่มมีสัญญาณของความเป็นหนี้สูงเพิ่มขึ้น) และเมื่อปัญหาการเงินรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาสังคมก็ย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงควรเริ่มด้วยการป้องกัน ด้วยการปลูกฝังความรู้และนิสัยทางการเงินที่ดีให้กับเด็กตั้งแต่เยาว์วัย วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การให้เด็กรู้ค่าของเงิน

พ่อแม่ปัจจุบันมักสอนให้ลูกรู้แต่ราคาของเงิน โดยการซื้อของตามที่ลูกต้องการ ดังนั้นเด็กจะเรียนรู้เพียงว่าของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่ แต่ไม่สอนให้รู้ค่าของเงิน สิ่งที่ได้มาโดยง่าย สิ่งนั้นย่อมไม่มีคุณค่า ทำนองเดียวกัน การให้ทุกอย่างที่ลูกอยากได้ จะทำให้เด็กไม่เห็นคุณค่าของเงินเช่นกัน และอย่าให้ลูกต้องพึ่งพาเงินจากพ่อแม่เพียงอย่างเดียว เพราะนั่นจะสอนให้เด็กเข้าใจว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พ่อแม่คือแหล่งเงินที่สำคัญสำหรับเขา ทำให้เด็กคิดว่าการวางแผนการใช้จ่ายไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น

พ่อแม่ส่วนใหญ่คิดไม่ถึงว่า 80% ของนิสัยของลูก เรียนรู้จากพฤติกรรมและคำสอนของพ่อแม่ ดังนั้นการสอนที่ดี คือ การทำให้เห็น พูดให้ฟัง ทำให้เป็นชีวิตประจำวัน หากพ่อแม่สุรุ่ยสุร่าย จะสอนให้ลูกประหยัด ก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องประหยัดก่อน ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกก่อน และเมื่อมีโอกาสหรือมีตัวอย่างความล้มเหลวของผู้ที่ใช้เงินไม่เป็น ก็นำมาเล่าให้ลูกฟัง ซึ่งตัวอย่างทำนองนี้มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นกรณีคนเป็นหนี้พนันบอล สามล้อถูกหวย คนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต ฯลฯ หรืออาจสอนลูกให้รู้ถึงความยากลำบากของการหาเงิน เมื่อพบกับคนที่ต้องทำงานกลางแดดกลางฝน หรือคนที่ต้องทำงานหาเงินตั้งแต่ยังเด็ก บทเรียนเหล่านี้พบได้ทั่วไปรอบตัว ไม่ว่าจากรายการโทรทัศน์ จากข่าวที่เกิดขึ้น อย่างเช่น ผมเองมักยกตัวอย่างให้ลูกเห็นบ่อยๆ เมื่อพาลูกไปทานอาหารนอกบ้าน และพบเด็กนักเรียนที่ทำงานหารายได้พิเศษตามร้านอาหารต่างๆ เป็นต้น

นอกจากการสอนหรือทำให้ดูแล้ว เราต้องให้เด็กมีโอกาสรับผิดชอบการใช้จ่ายเงินของตนเองตั้งแต่ยังเล็กๆ ให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้จ่าย การออมเงิน หรือกระทั่งการลงทุน ให้เขาได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกของการขาดเงินเมื่อต้องการใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ่งของที่อยากได้ ให้เด็กได้เรียนรู้ความผิดพลาด แม้ว่าในบางครั้งเรารู้ว่าการใช้จ่ายเงินของลูกไม่เหมาะสม แต่หากความเสียหายไม่รุนแรงเกินไป ก็ควรปล่อยลูกได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดนั้นด้วยตนเอง เพราะสิ่งนั้นจะช่วยให้เขาเข้าใจและฝังลึกในจิตใจได้ดีกว่า

เมื่อเด็กเห็นค่าของเงิน มีนิสัยทางการเงินที่ดี สิ่งที่ขาดก็คือ ความรู้ ประสบการณ์ เราจึงควรเติมเต็มในส่วนนี้ให้เด็ก โดยร่วมจัดทำแผนการเงินร่วมกับเขา เราเดินทาง เรายังต้องการแผนที่ เด็กก็เช่นกัน ย่อมต้องการแผนการเงิน พ่อแม่คือผู้ช่วยที่ดีที่สุดของลูกที่จะสอนเขา ร่วมทำแผนการเงินกับเขา ให้เขาได้เรียนรู้เรื่องการเงินพร้อมไปกับเรา วิธีนี้นอกจากเด็กได้เรียนรู้เรื่องการเงินแล้ว ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

ก้าวไปพร้อมๆ กับลูก เมื่อทำแผนการเงินเสร็จ ระหว่างทางย่อมมีอุปสรรค มีสิ่งยั่วยวนใจให้ใช้จ่ายมากมาย พ่อแม่ต้องคอยกำกับ ให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ อาจโดยการทำงบประมาณด้วยกัน ทำบัญชีรับจ่ายด้วยกัน มีการให้รางวัลกันเมื่อลูกทำได้ตามเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้การจัดการเงินไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ และฝึกให้เด็กรู้จักการตั้งเป้าหมาย การวางแผน และสร้างนิสัยของการทำงานที่มุ่งความสำเร็จ

สำหรับผู้สนใจต้องการที่ปรึกษาทางการเงิน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก