
เงินบาทร้อนฉ่า
สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีถึง 2.51% เป็นเรื่องที่น่าจับตามากที่สุดในวงการเงิน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีถึง 2.51% เป็นเรื่องที่น่าจับตามากที่สุดในวงการเงิน
และสร้างความกังวลให้กับรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการส่งออก
นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท ณ วันศุกร์ที่ 18 ม.ค. 2556 ปิดตลาดที่ 29.75-29.78 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเปิดตลาดที่ 29.74-29.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว
ขณะที่ตลาดประเมินว่า เงินบาทจะยืนที่ระดับ 29.5 บาท/เหรียญสหรัฐและจะหลุด 29 บาท/เหรียญสหรัฐในช่วงปลายปี
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตร และมีสัญญาณว่าจะเกิดการเก็งกำไรระยะสั้น อย่างไรก็ตามเงินบาทยังเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค แต่อาจแข็งค่าขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อนที่เงินบาทแข็งค่าน้อยกว่าภูมิภาค ซึ่ง ธปท.จะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงิน และมีเครื่องมือที่พร้อมจะดำเนินการได้ หากเป็นผลดีต่อประเทศ
ผู้ว่าการ ธปท. และสถาบันการเงินต่างแนะนำให้ผู้ส่งออกควรต้องมีการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจต้องดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ารวดเร็วจนกระทบต่อการส่งออกของภาคเอกชน เพราะเงินบาทที่ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไรผ่านตลาดตราสารหนี้ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วตั้งแต่ต้นปี เฉลี่ยแข็งค่าขึ้นวันละ 20 สตางค์ ไม่ส่งผลดีและไม่สะท้อนเศรษฐกิจที่แท้จริง
สำหรับรัฐบาลจะไม่แทรกแซงกลไกของตลาด แต่จะเน้นรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว และไม่ให้เกิดความผันผวน เพื่อให้เอกชนปรับตัวได้
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทก็มีผลต่อการนำเข้าพลังงานและอุปกรณ์เครื่องจักรให้มีต้นทุนต่ำลง โดยเฉพาะรัฐบาลกำลังจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยลดการกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าได้ และมองว่าค่าเงินบาทในระยะกลางและระยะยาวจะกลับมาอ่อนค่าจากโครงการสาธารณูปโภคมูลค่ากว่า 2.2 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ในการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุตรดิตถ์ วันที่ 21 ม.ค.นี้ กิตติรัตน์ จะเสนอยุทธศาสตร์จัดสรรงบจาก พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ให้ที่ประชุมเห็นชอบ เช่น ยุทธศาสตร์ลงทุนระบบราง รถไฟความเร็วสูง โครงข่ายถนน และสนามบิน พลังงาน ระบบน้ำ ฯลฯ
หลังจากนั้นในวันที่ 29 ม.ค. กระทรวงการคลังจะเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและรายละเอียดโครงการแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.เสนอให้ ครม.อนุมัติ ก่อนเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ
พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง 2 ล้านล้านบาทเสร็จแล้ว ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังตรวจทานความถูกต้อง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ลงทุนระบบขนส่งระบบรางมากที่สุด ที่เหลือเป็นระบบขนส่งทางน้ำ และโครงข่ายทางบก
ทั้งนี้ การใช้เงินทั้งหมดนั้น จะมีคณะกรรมการพิจารณาโครงการ มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน แต่จะพิจารณาจัดสรรให้เฉพาะโครงการที่ผ่านความเห็นชอบ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเท่านั้น
สำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ดัชนีปิดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,434.44 จุด เพิ่มขึ้นอีก 13.49 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 60,332 ล้านบาท
ภาวะการซื้อขายที่ร้อนแรง ส่งผลให้ จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกมาเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวัง หลังจากพบว่าสัดส่วนนักลงทุนทั่วไปที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นขยับมาอยู่ที่ 70% จากปกติอยู่ที่ 50% ขณะเดียวกันจากการติดตาม ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีหลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ต้องวางเงินสดล่วงหน้าเต็มจำนวน (แคชบาลานซ์) ก่อนซื้อขายหุ้นแล้วกว่า 25 หลักทรัพย์ ล่าสุดได้ประกาศเพิ่มอีก 11 หลักทรัพย์ และมีหุ้นที่มี พี/อี สูงเกิน 40 เท่า กว่า 61 บริษัท







