
เงิบาทนิ่งหลังมาตรการธปท.
ภายหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศผ่อนคลายให้นักลงทุนรายย่อย
ภายหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศผ่อนคลายให้นักลงทุนรายย่อย
สามารถนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 20 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นบางกรณีจาก ธปท. ทำให้การเก็งกำไรค่าเงินบาทชะลอตัวลงเพื่อดูทิศทางตลาด โดยนักค้าเงินธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวเงินบาทเมื่อวานนี้เริ่มทรงตัว โดยเปิดตลาดที่ระดับ 29.74 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และปิดตลาดในช่วงเย็นที่ระดับ 29.73 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คาดว่าเป็นผลทางจิตวิทยาจากมาตรการของ ธปท.บ้าง และส่วนหนึ่งเพราะมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐของผู้ประกอบการนำเข้าบางกลุ่มอยู่
นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีการขายเงินเหรียญสหรัฐเพื่อทำกำไรในช่วงท้ายสัปดาห์ก่อนตลาดหยุดทำการในสุดสัปดาห์นี้
ด้านนักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า สัปดาห์หน้าคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง มีโอกาสที่จะไปสู่ระดับ 29.60-29.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สุชาดา กิระกุล ที่ปรึกษาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า มาตรการผ่อนคลายให้เงินไหลออกน่าจะมีผลทางจิตวิทยา ซึ่งจะช่วยให้เงินทุนไหลเข้าและออกมีความสมดุลกันมากขึ้น แต่คงยังไม่เห็นปริมาณเงินไหลออกเพิ่มขึ้นชัดเจนในขณะนี้ เพราะมาตรการเพิ่งจะมีผลบังคับใช้ ยังต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไป
“มาตรการที่ ธปท.ทยอยออกไปน่าจะมีผลทางจิตวิทยาและผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลธรรมดา ที่จะนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศบ้าง ถึงจะไม่เห็นเงินออกไปเพิ่มในตอนนี้ทันที แต่กับกลุ่มนักลงทุนที่มีวงเงินลงทุนเพิ่มก็อาจจะตัดสินใจเพิ่มการลงทุนอีก หรือกลุ่มที่เตรียมการจะออกไปลงทุนอยู่แล้วก็อาจจะตัดสินใจออกไปเร็วขึ้นก็เป็นได้ อีกอย่างในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เงินทุนก็มีไหลออกเพิ่มขึ้นแม้ว่าเงินไหลเข้าจะมีปริมาณมาก กว่าก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ไม่ไหลเข้าแบบวันเวย์ เพราะยังมีแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากผู้ส่งออกและผู้ออมเข้ามาด้วยเช่นกันทำให้เป็นทูเวย์โฟร์มากขึ้น” สุชาดา กล่าว
สุชาดา ยอมรับว่า มาตรการผ่อนคลายให้เงินไหลออก ไม่ใช่มาตรการใหม่ที่ ธปท.ออกมาดูแลค่าเงินบาท แต่เป็นการดำเนินการตามแผนเดิมที่ ธปท.พยายามผลักดันให้เงินทุนไทยออกไปลงทุนได้มากขึ้นตามแผนเงินทุนเคลื่อนย้ายเดิมที่เริ่มทยอยทำมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2555 แล้ว เพียงแต่ในรายละเอียดแต่ละเรื่องจะทยอยประกาศไปเรื่อยๆ เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อดูแลสมดุลเงินทุนไหลเข้าออก และเพิ่มความสะดวกให้นักลงทุนไม่ต้องมาขออนุญาตซ้ำซ้อนที่ ธปท.อีก สามารถผ่านที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เลย
ด้านเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การออกมาตรการของ ธปท. เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ไม่ใช่มาตรการใหม่ อย่างไรก็ดี การที่จะออกมาตรการใหม่เพื่อมาชะลอการแข็งค่าของเงินบาทในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากหากพิจารณาย้อนกลับไปถึงปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่ำกว่าเงินหลายสกุลในภูมิภาค
ขณะเดียวกันยังคาดว่าในปลายปีนี้ตัวเลขการว่างงานของสหรัฐจะลดระดับลงมาอยู่ที่ 7% ใกล้เคียงกับเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐที่ 6.5% ซึ่งจะทำให้มีเงินไหลกลับไปถือเงินเหรียญสหรัฐอีกครั้ง
เชาว์ กล่าวว่า การที่มีเสียงเรียกร้องให้ ธปท.ออกมาตรการชะลอการแข็งค่าของเงินบาท เช่น การแทรกแซงซื้อเงินเหรียญสหรัฐบางส่วนออกจากระบบ การลดดอกเบี้ยนโยบาย หรือขั้นร้ายแรงสุดคือการเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือตราสารหนี้ ควรคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวด้วย เพราะการแทรกแซงมากจนเกินไปหรือกำหนดกรอบจะทำให้ต่างชาติยิ่งเข้ามาทำกำไรและทำให้ ธปท.มีผลดำเนินงานที่ขาดทุน
ขณะที่การลดดอกเบี้ยจะก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือน ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ไข ยิ่งหากถึงขั้นนำมาตรการภาษีมาใช้จะกระทบต่อความเสี่ยงของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาวและทำให้ไทยมีปัญหาในการออกไประดมทุนจากต่างชาติ
“การจะทำอะไรในช่วงนี้ต้องดูด้วยว่าคุ้มหรือไม่ ไทยเป็นตลาดเสรีเงินไหลเข้ามาได้ก็ออกไปได้ ซึ่งดูจากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐเชื่อว่าคงไม่นาน หากทนให้ผ่านไปได้ก็ควรทำ เชื่อว่า ธปท.คงมองเห็นถึงความซับซ้อนตรงนี้ และจะแทรกแซงเท่าที่ทำได้โดยที่ไม่ขาดทุนมากเกินไป” เชาว์ กล่าว
สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนควรเร่งปรับตัวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านอื่นนอกเหนือจากค่าเงินขึ้นมาทดแทน รวมทั้งใช้โอกาสในช่วงที่ค่าเงินแข็งในการยกระดับการผลิตหรือขยายการลงทุนออกไปต่างประเทศอย่าง เวียดนามและอินโดนีเซีย ที่ค่าเงินอ่อนค่าค่อนข้างมากในช่วงนี้
ด้านจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ค่าเงินที่ผันผวนจะส่งผลกระทบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ อาจจะทำให้ผลกำไรลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
นายชาลี มาดาน ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเดอะรอยัลแบงก์ อ๊อฟ สกอตแลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การผ่อนคลายให้นักลงทุนไทยสามารถนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้นของธปท. ถือเป็นเรื่องดีซึ่งจะช่วยให้ไทยมีความสมดุลด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ในช่วงที่มีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดทุนและตราสารของไทยค่อนข้างมาก สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ผัวผวนในขณะนี้เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่ธปท.สามารถดูแลได้และเชื่อว่ามาตรการรับมือไว้แล้ว
สรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย ว่า บริษัทเตรียมตั้งคณะทำงานพิเศษ บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อเป้าหมายรายได้ปีนี้ 2.2 แสนล้านบาท เพราะรายได้รวมของการบินไทยเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศสูงถึง 70% ของรายได้รวมทั้งหมด
สรจักร ยังยอมรับว่าแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าหลายสกุลพร้อมกัน จะกระทบต่อผลประกอบการบริษัท แต่ไม่สามารถระบุได้ว่ามากน้อยแค่ไหน เนื่องจากต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งการบินไทยบริหารอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด 50 สกุล แต่สกุลที่ติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่ ค่าเงินเยน ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ค่าเงินยูโร และค่าเงินปอนด์ โดยการบินไทยได้บริหารความเสี่ยง ผ่านการซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า







