
30ปี "ฟลายนาว" ขนรันเวย์แฟชั่น กางแผน 5 ปี โตก้าวกระโดด
หลังจากอยู่ในธุรกิจแฟชั่นมานานถึง 30 ปี จนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สำหรับบริษัท แอท แบงค็อก หรือที่รู้จักกันดีในนามของผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นภายใต้แบรนด์ “ฟลายนาว” ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีแค่แบรนด์ฟลายนาวเท่านั้น แต่มีการแตกไลน์ร้านจำหน่ายสินค้าและเสื้อผ้าแฟชั่นออกมาถึง 4 แบรนด์ ประกอบด้วย ฟลายนาว, ฟลายนาว ทรี, การ์เด้น ฟลายนาว และแมลงการ์เด้น
หลังจากอยู่ในธุรกิจแฟชั่นมานานถึง 30 ปี จนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สำหรับบริษัท แอท แบงค็อก หรือที่รู้จักกันดีในนามของผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นภายใต้แบรนด์ “ฟลายนาว” ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีแค่แบรนด์ฟลายนาวเท่านั้น แต่มีการแตกไลน์ร้านจำหน่ายสินค้าและเสื้อผ้าแฟชั่นออกมาถึง 4 แบรนด์ ประกอบด้วย ฟลายนาว, ฟลายนาว ทรี, การ์เด้น ฟลายนาว และแมลงการ์เด้น
และล่าสุดก็ได้เปิดตัว 2 แบรนด์น้องใหม่เข้ามาลุยตลาด พร้อมกับโฉมใหม่ของศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ นั่นคือแบรนด์ “ทรี” และแบรนด์ “บีชไล” (Bichailai) เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ก็จะทำตลาดแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม โดยแบรนด์ “ทรี” จะเป็นสินค้าแฟชั่นสีสันสดใส เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ วางราคาขายแบบจับต้องได้ เริ่มต้นที่ 650-2,000 บาท
ขณะที่แบรนด์ “Bichalai” ซึ่งถือกำเนิดมาจาก บี่บี๋ชลัยรัตน์ ส่งวัฒนา ลูกสะใภ้ของ สมชัย ส่งวัฒนา รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลแบรนด์ Bichailai จะวางตำแหน่งสินค้าเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ เซเลบ และสาวสังคม เนื่องจากสินค้าจะมีความเซ็กซี่อยู่ในตัว แตกต่างไปจากสินค้าแบรนด์อื่นๆ ในเครือของฟลายนาว วางราคาขายเริ่มต้นที่ 4,000-1.55 หมื่นบาท
สมชัย ประธานบริหารและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ บริษัท แอท แบงค็อก ผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น “ฟลายนาว” กล่าวว่า แบรนด์ Bichailai ถือเป็นแบรนด์ที่ได้ผลการตอบรับที่ดีมาก เพราะเปิดให้บริการเพียง 5 วัน มียอดขายสูงถึง 1.5 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะมียอดขายในระดับดังกล่าวในระยะเวลา 1 เดือน เพราะแบรนด์ “ฟลายนาว” เองก็ยังใช้ระยะเวลา 1 เดือน จึงจะมียอดขายในระดับดังกล่าว จึงถือว่าดีเกินคาด
ส่วนหนึ่งของผลการตอบรับที่ดีของแบรนด์ Bichailai น่าจะมาจากการออกแบบสินค้าที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เน้นความเซ็กซี่เป็นหลัก ต่างจากแบรนด์ “ฟลายนาว” ที่จะเน้นไปที่ความเป็นผู้หญิงเรียบร้อยและสง่างาม ประกอบกับกลุ่มลูกค้าหลักส่วนหนึ่งจะมาจากสังคมออนไลน์ที่ติดตามกระแสแฟชั่นของ บี่บี๋ ชลัยรัตน์ ลูกสะใภ้ ซึ่งถือเป็นไอดอลแฟชั่นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ และมีผู้สนใจเข้าติดตามในสังคมออนไลน์ระดับหมื่นคน ทำให้แบรนด์ติดลมบนได้รวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแบรนด์ Bichailai จะติดตลาดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลยุทธ์การทำตลาดจะไม่เน้นการขยายสาขามากเกินไป โดยต้องการให้มีสาขาเปิดให้บริการไม่เกิน 5 สาขา เนื่องจากต้องการสร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า เพราะสินค้าที่ผลิตออกมาทำตลาดจะเป็นสินค้าลิมิเต็ดเอดิชัน เน้นขยายสาขาไปยังศูนย์การค้าระดับบน
สำหรับแบรนด์อื่นๆ ก็จะเน้นไปที่ศูนย์การค้าที่มีศักยภาพ โดยจำนวนสาขาของแต่ละแบรนด์จะไม่ให้เกิน 20-30 สาขา เพราะการมีจำนวนสาขามากเกินไป จะทำให้สินค้าและความต้องการไม่สมดุลกัน และเชื่อว่าการขยายสาขาในจำนวนที่พอดี น่าจะเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากกว่า
“แผนทั้งหมดถือเป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินธุรกิจของฟลายนาว ที่นับจากนี้เป็นต้นไปไม่เกิน 5 ปี จะต้องมียอดขายเติบโตแบบคูณ จากปัจจุบันมีอัตราการเติบโตเป็นบวก ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทเติบโตกว่า 20% และปีนี้คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% จากแนวโน้มธุรกิจอยู่ในทิศทางที่ดีตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา” สมชัย กล่าว
นอกจากนี้ ยังพบว่าตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.ที่ผ่านมา ธุรกิจแฟชั่นในเครือมีอัตราการเติบโตที่ดีทุกแบรนด์เฉลี่ย 30% ขณะที่เดือน ธ.ค. เติบโตมากกว่า 30% หลังจากนั้นคิดว่าเดือน ม.ค. กำลังซื้อน่าจะปรับตัวลดลง เพราะเพิ่งผ่านช่วงปีใหม่ แต่ยอดขายกลับดีขึ้น จึงคิดว่าภาพรวมรายได้แบรนด์สินค้าแฟชั่นในเครือสิ้นปีนี้น่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30%
กลยุทธ์ในการทำตลาดของบริษัท นอกจากจะทำตลาดกลุ่มลูกค้าคนไทยแล้ว จะให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าเอเชียด้วย เพราะหลังจากยุโรปและอเมริกามีปัญหาเศรษฐกิจ กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจีนและรัสเซีย ซึ่งจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเริ่มศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าจากประเทศดังกล่าว เพื่อผลิตสินค้าออกมาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าประเทศนั้นๆ
“กลุ่มลูกค้าจากประเทศจีนต้องการสินค้าและเสื้อผ้าแบบเดียวกับที่กลุ่มลูกค้าฮ่องกงใส่ และล่าสุดก็มีนักธุรกิจยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนเข้ามาเจรจาขอร่วมธุรกิจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้” สมชัย กล่าว
ขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่บริษัทให้ความสำคัญก่อนหน้านี้ ก็ยังคงเดินหน้าทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง
การออกมาเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันแบรนด์สินค้าในเครือของบริษัท แอท แบงค็อก มีกลุ่มลูกค้าต่างชาติสัดส่วน 60-65% และจะเพิ่มเป็น 70% ในช่วงไฮซีซัน
กลยุทธ์แตกแบรนด์สินค้าแฟชั่นมากขึ้นครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งในยุทธศาสตร์การขยายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น และการขยายฐานลูกค้าระดับกลางจะทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น
นายสมชัยกล่าวปิดท้ายว่า “การทำงานของเราในวันนี้จะเน้นในเรื่องของสุขภาพเป็นสำคัญ เราต้องมีสุขภาพที่ดี มีไมตรีจิตที่ดี จึงจะผลิตสินค้าที่ดีออกมาทำตลาดได้ ดังนั้นเราจะปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้กับพนักงานให้รักในแบรนด์สินค้า เพราะถ้าไม่มีความรักก็จะทำงานไม่ได้ ผมจะบอกกับลูกน้องเสมอถ้าเหนื่อยก็พักหายเหนื่อยค่อยทำ ซึ่งตอนนี้เรามีลูกน้องเก่งๆคอยช่วยงานอยู่ในหลัก 1,000 คนแล้ว”.







