
‘กิตติรัตน์’ลั่นไม่มีนโยบายแทรกแซงบาท
กิตติรัตน์ไม่หวั่นบาทแข็ง ยันไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงิน มั่นใจ ธปท.เอาอยู่ แนะผู้ประกอบการฉวยโอกาสทองลงทุนต่างประเทศนำเข้าเครื่องจักร
กิตติรัตน์ไม่หวั่นบาทแข็ง ยันไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงิน มั่นใจ ธปท.เอาอยู่ แนะผู้ประกอบการฉวยโอกาสทองลงทุนต่างประเทศนำเข้าเครื่องจักร
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยถึงแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทในขณะนี้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องในระบบ เนื่องจากการใช้มาตรการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจเชิงปริมาณ รอบที่ 3 (คิวอี 3) ของสหรัฐ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกแข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกันหมด
นายกิตติรัตน์ ยืนยันว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปแทรกแซงค่าเงินให้ผิดธรรมชาติ แต่รัฐบาลมีนโยบายที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเร่งขยายการลงทุนไปในต่างประเทศให้มากขึ้น และสนับสนุนให้ลงทุนในตราสารทางการเงินต่างๆ ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเป็นอย่างดี
“ผู้ประกอบการไทยควรจะเร่งฉวยโอกาสในขณะนี้นำเข้าเครื่องจักรใหม่ ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์เชิงธุรกิจในอนาคตอีกด้วย” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นางอลิศรา มหาสันทนะ อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ น่าจะเป็นเพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงต่อเนื่อง และตลาดการเงินก็อยู่ในช่วงกล้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ทำให้มีเงินทุนไหลต่างชาติเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย โดยเข้ามาทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร
“เงินทุนเริ่มไหลเข้ามาในภูมิภาคแล้ว แต่ไม่ได้เข้ามาไทยมากที่สุดในภูมิภาค เข้ามาในไทยกับมาเลเซียในปริมาณไล่เลี่ยกัน ทำให้เงินบาทและเงินริงกิตปรับแข็งค่าขึ้นมากกว่าสกุลอื่นในภูมิภาคบ้าง แต่เท่าที่ติดตามดูตอนนี้ยังเคลื่อนไหว 2 ทิศทางอยู่ มีแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากผู้นำเข้าอยู่ ซึ่งถ้าเงินบาทไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลกและสกุลในภูมิภาคก็ไม่น่าห่วง” ผู้บริหาร ธปท.ระบุ
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับสิ้นปีถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.50% โดยค่าความผันผวนของเงินบาทอยู่ที่ 4.176% ผันผวนมากขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผันผวน 3.898%







