posttoday
รัฐบาลไทยเดินหน้า"กู้เงินก้อนมหึมา"

รัฐบาลไทยเดินหน้า"กู้เงินก้อนมหึมา"

15 มกราคม 2556

ในปีนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย ด้วยการเปิดโต๊ะกู้เงินจำนวนมหึมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในปีนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย ด้วยการเปิดโต๊ะกู้เงินจำนวนมหึมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ก้อนแรกจะเป็นการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อมาลงทุนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ยังค้างอยู่ 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะหมดเวลาเส้นตายลงในเดือน มิ.ย. 2556

ก้อนที่ 2 เป็นการเสนอกฎหมายในรูปของ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศจำนวน 2 ล้านล้านบาท

แค่ 2 ก้อนนี้ก็ปาเข้าไป 2.34 ล้านล้านบาท สูงกว่างบประมาณแผ่นดินที่พิจารณากันในที่ประชุมรัฐสภาในแต่ละปีเกือบ 2 เท่าตัว

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ภายในเดือน ม.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท

การนำเสนอ ครม. ครั้งแรกนั้นจะยังไม่มีรายละเอียดของโครงการลงทุน เนื่องจากต้องการให้พิจารณาในหลักการของกฎหมายก่อน และไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเอื้อประโยชน์ต่อใคร

เมื่อพิจารณาหลักการกฎหมายเสร็จ จะเสนอบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ. ซึ่งเป็นรายละเอียดของโครงการลงทุนในการประชุม ครม.ในครั้งถัดไป หลังจากนั้นนำเสนอไปสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา

โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะให้ความสำคัญการลงทุนขนส่งระบบราง ขนส่งทางน้ำ และขนส่งทางถนน เพื่อรองรับการเข้าสู่การค้าและลงทุนระหว่างไทยและประเทศในอาเซียน ซึ่งการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องตัดสินใจยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับอนาคต

กิตติรัตน์ ชี้แจงว่า โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังคงเน้นการลงทุนในระบบรางและน้ำ ส่วนทางถนนจะยังมีอยู่ แต่จะเน้นการลงทุนเพื่อการขยายขนาด ไม่ใช่การลงทุนเพื่อขยายเส้นทางใหม่ เพื่อให้เกิดการประหยัดต้นทุนด้านขนส่ง

ขณะที่การลงทุนระบบรางจะเป็นรถไฟความเร็วสูงเพื่อการขนส่งผู้โดยสารใน 4 เส้นทางหลัก คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้

“การเข้าสู่การพิจารณาของสภา อาจได้รับการยืนยันในบัญชีรายชื่อโครงการ ซึ่งจะมีบัญชีรายการส่วนเพิ่มเติม หากโครงการในบัญชีหลักไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม หรือคณะรัฐมนตรี หวังว่าจะผ่านการพิจารณาจาก ครม.ภายในเดือน ม.ค.หรือต้นเดือน ก.พ. เป็นการสะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการลงทุน ซึ่งหากดำเนินการได้ตามขั้นตอน จะทำให้ไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง” กิตติรัตน์ กล่าว

กิตติรัตน์ กล่าวว่า การออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนจะทำให้การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานมีความต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 7 ปี โดยที่ระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับที่ไม่เกิน 50% ของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำไม่น่าเป็นห่วงจะกระทบกับเศรษฐกิจ

“การที่ไม่นำโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไว้ในงบประมาณปกติ เพราะไม่มีความต่อเนื่อง บางปีไม่ได้งบทำให้การก่อสร้างไม่คืบหน้า นอกจากนี้รัฐบาลต้องการลดการขาดดุลให้เข้าสู่สมดุล โดยการขาดดุลงบประมาณปี 2557 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจะขาดดุล 2 แสนล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่ขาดดุล 3 แสนล้านบาท” กิตติรัตน์ อธิบาย

กิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเชื่อมประเทศไทยเข้ากับทุกประเทศในอาเซียน เพื่อสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนที่จะมีจำนวนมากขึ้น หลังจากที่มีการเปิดเออีซีในปี 2558

ลึกแต่ไม่ลับ งบประมาณสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะกู้มา 2 ล้านล้านบาทนั้น มีวงเงินงบประมาณที่จัดไว้เฉพาะกระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียวถึง 1.9 ล้านล้านบาท

ขณะนี้โครงการลงทุนทั้งหมดอยู่ระหว่างกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท

โครงการสำคัญๆ ที่ได้เร่งดำเนินการ คือ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงทั้งหมดจะถูกบรรจุในแผนลงทุนทั้งหมด โดยจะดำเนินการไปพร้อมๆ กัน

เส้นทางหลักคือ กรุงเทพฯเชียงใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯนครราชสีมา เส้นทางกรุงเทพฯพิษณุโลก เส้นทางกรุงเทพฯหัวหิน และเส้นทางสุวรรณภูมิพัทยาระยอง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟฟ้าทั้งในส่วนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่จะต้องเร่งดำเนินการในปี 2556 โดยส่วนใหญ่เป็นรถไฟฟ้า เช่น รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแครายปากเกร็ดมีนบุรี รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯมีนบุรี รถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิตสะพานใหม่คูคต

รอลุ้นวัดอนาคตประเทศกันได้

ไม่เพียงเงินก่อนหนี้เท่านั้นที่กำลังหมุนออกมา แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่ขณะนี้มีการกู้เงินไปเพียง 1 หมื่นล้านบาท และมีการเบิกจ่ายเพียง 2,000 ล้านบาทนั้นก็กำลังทำคลอดออกมา

ว่ากันว่า แม้รัฐบาลจะทราบปัญหาว่าโครงการลงทุนไม่พร้อมแต่ก็ได้พยายามผลักดันโครงการที่จะใช้เงินจาก พ.ร.ก.ดังกล่าวออกมาให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดรัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงการคลังทำสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงิน วงเงิน 3.4 แสนล้านบาท ภายในเดือน มิ.ย. 2556 ตามที่ พ.ร.ก.กำหนดไว้ แม้ว่ายังไม่มีโครงการที่ชัดเจนในการใช้เงินกู้ก็ตาม เพราะหากรอให้โครงการมีความชัดเจนทั้งหมด จะเลยเวลาการกู้เงินที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

“พ.ร.ก.เขียนไว้ต้องกู้เงินภายในเดือน มิ.ย. 2556 แต่ไม่ได้บอกว่า โครงการต้องเริ่มทำเมื่อไร หรือต้องเบิกจ่ายเงินก่อนเดือน มิ.ย. 2556 ดังนั้นการทำสัญญาไว้กับสถาบันการเงินก่อนว่าจะเป็นการขอวงเงินกู้ทั้งหมดไว้ และจะเบิกใช้ตามจริงเพื่อไม่ให้เป็นภาระดอกเบี้ยกู้เงินมากองไว้เฉยๆ” แหล่งข่าวเปิดเผย

นี่คือภาพประเทศไทยที่จะเดินไปข้างหน้า

เงินก้อนมหึมากำลังจะลงไปในระบบเศรษฐกิจ

แต่จะตกไปสู่กระเป๋าใครนั้นชวนติดตามอย่างยิ่ง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ