
ทางรอดของปั๊มเล็ก...ซัสโก้ประหยัดต้นทุนเพื่อกำไร
ไม่มีใครคาดคิดว่า บริษัท ซัสโก้ (SUSCO) ผู้ค้าน้ำมันขนาดกลาง จะอาจหาญเข้าซื้อกิจการบริษัท ปิโตรนาส รีเทล (ประเทศไทย) ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันปิโตรนาสในประเทศไทย ที่เป็นผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ของโลก
ไม่มีใครคาดคิดว่า บริษัท ซัสโก้ (SUSCO) ผู้ค้าน้ำมันขนาดกลาง จะอาจหาญเข้าซื้อกิจการบริษัท ปิโตรนาส รีเทล (ประเทศไทย) ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันปิโตรนาสในประเทศไทย ที่เป็นผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ของโลก
ปิโตรนาสผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันที่มีขนาดใหญ่กว่าบริษัท ปตท. แต่กลับต้องแพ้พ่ายในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ปตท. เพราะกำไรค้าปลีกน้ำมันไม่ได้อยู่ที่กำไรจากการขายปลีกน้ำมัน เนื่องมาจากราคาค้าปลีกน้ำมันในไทยถูกควบคุม แต่กำไรล้วนมาจากธุรกิจอื่นที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมัน
SUSCO ผู้จำหน่ายน้ำมันทั้งค้าส่งและค้าปลีก จะอยู่รอดหรือไม่ ภายใต้น้ำมันที่ขายส่งและขายปลีกทุกวันนี้ซื้อมาจากบริษัท ไทยออยล์ (TOP) ในเครือ ปตท.
“โพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “ชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ (SUSCO)
rrคิดอย่างไรจึงซื้อกิจการปิโตรนาส ทั้งที่ในธุรกิจนี้ปิโตรนาสยังถอนตัว เพราะสู้ ปตท.ไม่ได้?
ผมเชื่อว่าเป็นการขยายงานทางลัด เพราะเดิมบริษัทมีโครงการขยายสถานีบริการน้ำมันทุกปี แต่การซื้อปิโตรนาสเราได้สถานีบริการน้ำมันที่พร้อมให้บริการกว่า 100 แห่ง ที่หากจะขยายเองต้องใช้เวลาสร้างสถานีบริการน้ำมันถึง 23 ปี
ทั้งนี้ หากเราสร้างสถานีบริการน้ำมันเองต้องใช้งบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท แต่การเข้าซื้อปิโตรนาสใช้เงินเพียง 1,421.40 ล้านบาท ที่สามารถผลักดันให้บริษัทเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
rrมั่นใจได้อย่างไร ว่าการรุกเข้ามายังธุรกิจค้าปลีกน้ำมันแล้วจะมีกำไร แม้แต่ปิโตรนาสที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่กว่า ปตท. ยังไม่สามารถแข่งขันได้?
จุดแข็งของบริษัท คือ มีต้นทุนต่ำ คลังสินค้า มีรถ มีเรือขนส่งน้ำมันและที่ดินเป็นของบริษัท และมีสถานีบริการน้ำมัน 140 แห่ง เมื่อรวมกับปิโตรนาส ที่มีสถานีบริการน้ำมันกว่า 100 แห่ง แต่เปิดบริการอยู่ 96 แห่ง เมื่อเราเปิดใช้ทั้งหมดจะทำให้มีสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเป็น 240 แห่ง ที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมาย 250 สาขา ได้ภายใน 12ปี จากเดิมที่ตั้งไว้ 5 ปี
นอกจากนั้น สาขาของปิโตรนาสส่วนใหญ่อยู่ในทำเลดี ในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล 68 แห่ง ขณะที่ซัสโก้มีสาขาในเขตดังกล่าวเพียงกว่า 20 แห่ง ที่เหลือเป็นเขตต่างจังหวัด จึงสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี
แม้ว่าการค้าปลีกน้ำมันมีอัตรากำไรน้อย จากราคาขาย 40 บาท มีกำไรกว่า 1 บาท แต่บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนบริหารงานเพื่อทำให้มีกำไรได้มากกว่านี้ เพราะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ต้นทุนย่อมน้อยกว่าองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นอัตรากำไรย่อมขยับตาม
ปิโตรนาสนั้นบริหารจัดการสถานีบริการน้ำมันโดยผ่านตัวแทนจำหน่าย ปตท. ส่วนใหญ่เป็นแฟรนไชส์ แต่ซัสโก้มีผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันของตนเองถึง 100 สาขา จากสถานีบริการทั้งหมด 140 แห่งจึงประหยัดต้นทุนมากกว่า
rrแผนงานของซัสโก้หลังการเข้าซื้อกิจการปิโตรนาส?
ก่อนเข้าซื้อกิจการ เรามีแผนปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันอยู่แล้วปีละ 2030 แห่ง ดังนั้นแผนปี 2556 จะใช้งบประมาณ 200 ล้านบาทปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันทั้งซัสโก้และปิโตรนาส และหาร้านค้าปลีกพันธมิตรเข้ามาเปิดในสถานีบริการน้ำมัน เพราะมินิมาร์ทซูเรีย ร้านค้าปลีกสัญชาติมาเลเซีย ที่ผูกมากับสถานีบริการน้ำมันปิโตรนาสจะถอนตัวออกไปในสองปีตามสัญญา ที่ต้องหาร้านค้าปลีกรายอื่นเข้ามาแทน
สถานีบริการน้ำมันปิโตรนาสส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เช่า อายุสัญญา 67 ปี มีสถานีบริการน้ำมันที่ใช้ที่ดินของปิโตรนาสเองเพียงกว่า 20 แห่ง
rrผลการรวมกิจการจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทปี 2556 เป็นอย่างไร?
ปี 2555 คาดว่า บริษัทจะมียอดขาย 1.6 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับปิโตรนาส 1.2 หมื่นล้านบาท ที่จะให้คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 3 หมื่นล้านบาท ในอัตรากำไรสุทธิกว่า 1%
เชื่อว่าปี 2556 จะเป็นปีที่ดีของบริษัท เพราะโครงการรถคันแรกของรัฐบาล ทำให้มีรถออกมามากที่ต้องการใช้น้ำมันจากสถานีบริการน้ำมัน
ทั้งนี้ นอกจากบริษัทขายน้ำมันแล้ว ยังมีสถานีบริการเอ็นจีวี 10แห่ง และแอลพีจี 8 แห่ง แทรกอยู่ในบางสถานีบริการน้ำมัน
ดังนั้น รายได้หลักของบริษัทจากนี้ไป จะมาจากการขายปลีกน้ำมัน รองลงมา คือ ส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศ (เขมร พม่า ลาว) และขายส่งน้ำมันให้อุตสาหกรรม ตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีรายได้จากค่าเช่าคลังน้ำมันที่ กทม. สุราษฎร์ธานี และสงขลา
rrเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของบริษัทจากนี้ไป?
เราอยากเป็นที่ 1 ของผู้ค้าน้ำมันระดับกลาง จากปัจจุบันที่มีรายได้ และกำไรอยู่ในอันดับสอง คู่แข่งที่เป็นบริษัทค้าน้ำมันระดับกลางเช่นเดียวกัน คือ บริษัท พีที คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์
rrคิดอย่างไรกับรางวัลบริษัทจดทะเบียนยอดเยี่ยมปี 2555 สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท?
รางวัลนี้ได้มาเพราะบริษัทมีผลการดำเนินงาน 3 ปีย้อนหลัง (2552-2554) เติบโตต่อเนื่อง โดยมีกำไรและเงินปันผลระหว่างกาล ปีละสองครั้ง ล่าสุดปี 2554 มีรายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 143 ล้านบาท ปันผล 7 สตางค์ ปี 2555 จ่ายปันผล 3.4 บาท จากนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ แต่ส่วนใหญ่บริษัทจะจ่ายเกินกว่านั้น







