
มองหา Black Swan ในปี 2556 ตอนที่ 2 (จบ)
กรณีที่ 6 เกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน กรณีมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 5% และเป็นกรณี Black Swan ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในปีนี้ แม้ว่ารัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ของสหรัฐ จะเป็นผู้ที่เน้นการเจรจามากกว่าการใช้ปฏิบัติการทางทหาร แต่หลังจากสงครามระหว่างอิสราเอลและชาติอาหรับ ในปี ค.ศ. 1973 จากข้อมูลของบริษัท Eurasia ที่ผมมีอยู่และข้อมูลจาก EIU รวมทั้ง CFR (Council on Foreign Relation) ให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า อิสราเอลมีนโยบายความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดที่จะไม่ยอมให้ชาติใดในตะวันออกกลางมีอาวุธนิวเคลียร์
กรณีที่ 6 เกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน กรณีมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 5% และเป็นกรณี Black Swan ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในปีนี้ แม้ว่ารัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ของสหรัฐ จะเป็นผู้ที่เน้นการเจรจามากกว่าการใช้ปฏิบัติการทางทหาร แต่หลังจากสงครามระหว่างอิสราเอลและชาติอาหรับ ในปี ค.ศ. 1973 จากข้อมูลของบริษัท Eurasia ที่ผมมีอยู่และข้อมูลจาก EIU รวมทั้ง CFR (Council on Foreign Relation) ให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า อิสราเอลมีนโยบายความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดที่จะไม่ยอมให้ชาติใดในตะวันออกกลางมีอาวุธนิวเคลียร์
ในปีที่แล้ว ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านมีอยู่สูงมาก ดังจะเห็นจากข่าวต่างประเทศหลายสำนักข่าว ที่ระบุว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลพิจารณาปฏิบัติทางการทหารต่ออิหร่านหลายต่อหลายครั้ง แต่ที่สุดไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะเลือกตั้ง และอีกประการ คือ อิหร่านมีท่าทีผ่อนปรนต่อคณะผู้ตรวจสอบจากสหประชาชาติอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่ได้เลิกล้มโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างสูงสุดของอิสราเอลหากอิหร่านสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และชิงลงมือโจมตีอิสราเอลก่อน ดังที่ได้ชาติอาหรับกระทำมาแล้วในอดีต ซึ่งการโจมตีนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียวต่ออิสราเอลน่าจะแทบทำลายล้างประเทศอิสราเอลและพลเมืองอิสราเอลเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น อิสราเอลจึงไม่ยอมให้อิหร่านเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ เพราะอิหร่านเป็นรัฐศาสนา อาจจะแพร่กระจายเทคโนโลยีการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ไปยังประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ ที่นับถือนิกายเดียวกับอิหร่านและมีแนวคิดสุดขั้ว รวมทั้งขบวนการก่อการร้ายและแบ่งแยกดินแดนที่เน้นการทำสงครามศาสนาทั่วโลกเพื่อฟื้นจักรวรรดิศาสนาให้กลับคืนมาเหมือนในอดีต
ถ้าอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านและสงครามยืดเยื้อไปหลายวัน จะมีส่วนกดดันให้ราคาหุ้นและราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับลงแรง ในกรณีนี้เมื่อสงครามเริ่มทันที ถ้านักลงทุนประเมินว่าสงครามยืดเยื้ออาจจะต้องลดการถือครองหุ้นและเข้าไปลงทุนในกองทุนทองคำหรือกองทุนน้ำมันฯ กองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนพันธบัตรรัฐบาลไทย พอผ่านไประยะหนึ่งอาจจะต้องขายทอง/ น้ำมัน/กองตราสารหนี้ เพื่อกลับเข้าไปซื้อหุ้นที่ราคาปรับลงแรง เพราะผมคาดว่าสหรัฐน่าจะช่วยอิสราเอลและอาจทำให้สงครามไม่น่ายืดเยื้อเกิน 2 เดือน และน่าจะเป็นสงครามจำกัดที่เน้นทำลายศักยภาพทางการทหารของอิหร่านมากกว่าจะไปยึดครองดินแดน
ในขณะที่มหาอำนาจอื่น เช่น รัสเซียและจีนเอง อาจจะวางเฉยในกรณีนี้ เพราะข้อมูลหลายชิ้น ระบุว่า อิหร่านมีส่วนพัวพันกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในรัสเซียและจีน การปล่อยให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่อขบวนการแบ่งแยกดินแดนรัสเซียและจีน จะเป็นอันตรายต่อสองประเทศดังกล่าวมาก ในกรณีที่ขบวนการดังกล่าวได้เทคโนโลยีนิวเคลียร์จากอิหร่าน ดังนั้นในกรณีนี้ สงครามไม่น่าจะยืดเยื้อเกิน 2 เดือน และการปรับลงของราคาหุ้นอาจจะเป็นโอกาสให้ลงทุนเพิ่ม
กรณีที่ 7 ผลการเลือกตั้งเยอรมนีที่จะเกิดขึ้นในราวเดือน 9-10 ของปีนี้ สะท้อนความไม่พอใจของคนเยอรมันและนำไปสู่การลดการสนับสนุนของรัฐบาลเยอรมนี ในมาตรการสำคัญต่อกลุ่มยูโรโซน เช่นการลดการสนับสนุน สหภาพธนาคาร (Banking Union) ไม่มีการสนับสนุนเงินเพิ่มในกองทุน ESM และการไม่สนับสนุนมาตรการ OMT ซึ่งความเป็นไปได้ในกรณีนี้ประมาณ 5% ซึ่งถ้าเกิดขึ้น ตลาดจะตีความว่าเยอรมนีจะไม่สนับสนุนสกุลเงินยูโรอีกต่อไป ผลคือมีความเสี่ยงที่สถาบันการเงินจำนวนมากในยุโรปจะล้มเป็นทอดๆ กรณีนี้จะนำไปสู่การปรับลงของราคาหุ้นและราคาน้ำมันอย่างมาก นักลงทุนอาจจะต้องลดการถือครองหุ้นและเข้าลงทุนในกองทุนพันธบัตรรัฐบาลในประเทศหรือเงินฝากธนาคารรัฐ และพอราคาหุ้นตกลงมากอาจจะพิจารณานำเงินไปลงทุนในหุ้นที่เป็นลักษณะอิงอุปสงค์ในประเทศ หุ้นรัฐวิสาหกิจหรืออิงการบริการพื้นฐานภาครัฐ ซึ่งเราเรียกว่า Defensive หรือนำเงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยผ่านกองตราสารหนี้ บลจ.ต่างๆ จนกว่า G20 จะจัดตั้งกองทุนขนาดใหญ่เพื่อไปอุ้มยุโรป จึงกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง
โดยสรุปแล้ว Black Swan ของการลงทุนจะเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด และมีกรณีเดียวที่ผลจากการเมืองนำไปสู่นัยเศรษฐกิจโดยตรงคือผลการเลือกตั้งเยอรมนีซึ่งนำไปสู่นัยเชิงนโยบายต่อกลุ่มประเทศยูโรโซน กรณีอื่นๆ เป็นเรื่องของ “การเมืองเพื่อการเมือง” แต่ส่งผลโดยอ้อมต่อเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างมาก
อันที่จริงในกรณีของไทยมีความเสี่ยงทางการเมืองบางประการซึ่งสำคัญ แต่ไม่สามารถเอ่ยถึงในที่สาธารณะได้ นอกจากนี้ผมได้ตัดความเสี่ยงสุดขั้ว เช่น โรคระบาดขนาดใหญ่ การรุกรานของมนุษย์ต่างดาว ผลกระทบของภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น อุกกาบาตชนโลกทำนองนี้ออกไป เพราะถ้ากรณีเหล่านี้เกิดขึ้น เรามีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่าเรื่องลงทุนที่จะต้องคิดพิจารณาครับ







