
หวังไทย-กัมพูชาเคลียร์ปมพท.ทับซ้อนสำเร็จ
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติหวังกระทรวงต่างประเทศเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาสำเร็จ ก่อให้เกิดประโยชน์ของ 2ประเทศ
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติหวังกระทรวงต่างประเทศเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาสำเร็จ ก่อให้เกิดประโยชน์ของ 2ประเทศ
นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศจะเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา เพื่อหาข้อสรุปในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม โดยเฉพาะการนำก๊าซธรรมชาติในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ เพราะจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทยและรองรับปริมาณความต้องการใช้ก๊าซฯปรับตัวสูงขึ้นทุกๆปี
"การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร เป็นกฎหมายคนละฉบับ โดยกฎหมายทางทะเลที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว ในขณะที่กรณีพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารเป็นสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส โดยขั้นตอนการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอยู่ระหว่างรอกระทรวงการต่างประเทศเจรจา เพื่อนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมครม.และรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ซึ่งหากได้ข้อสรุปจนสามารถเปิดให้สัมปทานได้จริงต้องใช้เวลาอีก 10 ปี จึงจะสามารถนำก๊าซฯขึ้นมาใช้ได้ ซึ่งการดำเนินการเจรจาเป็นส่วนที่รัฐบาลจะต้องนำความรู้สึกของประชาชนมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้วย"นายทรงภพกล่าว
ทั้งนี้กำลังการผลิตก๊าซฯในประเทศไทยปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดแล้วที่ประมาณ 3,600-3,800 ล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟุต)/วัน ในขณะที่ความต้องการใช้ก๊าซฯอยู่ที่ 4,800 ล้านลบ.ฟุต/วัน ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นจะรักษาระดับกำลังการผลิตสูงสุดได้เพียง 5 ปี แต่ทางกรมเชื้อเพลิงได้ปรับเป้าหมายเพิ่มการรักษาระดับกำลังการผลิตสูงสุดให้ได้ 10 ปี โดยเพิ่มการขุดเจาะสำรวจในแหล่งก๊าซฯขนาดเล็กให้มากขึ้น
นอกจากนี้ทางกระทรวงพลังงานจะเร่งจัดหาแหล่งก๊าซเพิ่มเติมในต่างประเทศ ได้แก่พม่า และประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมในประเทศ โดยประเมินว่าหากไม่สามารถจัดหาแหล่งผลิตเพิ่มเติมเข้ามาได้ หลัง ปี 2565 ไทยจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ประมาณ 20 ล้านตัน/ปี
ปัจจุบันการใช้ก๊าซฯในไทยมีอัตราการขยายตัว 5% /ปี โดยความต้องการใช้สูงสุดเป็นการนำไปใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า สัดส่วน 62.6% การใช้ในภาคอุตสาหกรรม 17.7 % การใช้ในภาคขนส่ง 5.2% และการใช้ในโรงแยกก๊าซฯ 13.9%
นายทรงภพ กล่าวถึงสถานการณ์ปิโตรเลียมปี 2555 ไทยมีสัมปทานปิโตรเลียมรวม 76 แปลง มีรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียม 1.6แสนล้านบาท โดยขณะนี้กรมเชื้อเพลิงได้เจรจากับโรงกลั่นน้ำมัน เช่น บางจาก และไออาร์พีซี เพื่อนำน้ำมันดิบที่มีการส่งออก 3 หมื่นบาร์เรล/วัน นำมากลั่นใช้ในประเทศ ซึ่งจะทำให้ปริมาณส่งออกเหลือเพียง1.3 หมื่นบาร์เรล/วัน ในปลายปี2556







